Susima's profile>>NicY_AmE<<PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 10

    หวนคืนสู่สเปซ



    ฮาโหลวววววว


    สเปซเน่าไปแล้วเนี่ย


    เมื่อก่อนนะไม่มี๊..ไม่มี..อัพทุกวัน วันละหลายรอบ
    มาเด๋วนี้..ผ่านไปเป็นปี อัพครั้งนึง
    หึๆ คนเรานี่เปลี่ยนกันไปได้ซะขนาดนั้นเลยน่อ


    เอาล่ะ เลิกบ่นเป็นคนแก่ดีกว่า
    เอาเป็นว่า..เราตัดสินใจจะหวนคืนสู่สเปซอีกครั้งแล้วล่ะ
    ฮูเร่ๆ เพื่อนฝูงจ๋า อย่าลืมกลับมาติดตามกันนะ


    ก่อนอื่นขอเริ่มด้วยเริ่องไม่เป็นเรื่องก่อน
    เมื่อวานนี้..ตอนเย็นก่อนที่เราจะไปเจอกับทุกคนที่คอมมอน
    พอดีว่าฝนมันตกลงมา
    ทีนี้เมื่อวานเย็นเราก็เกิดผีตระกละเข้าสิง
    อยากกินปลาหมึกหน้าม.ขึ้นมาอย่างรุนแรง

    เราก็เลยบ่นว่า.."โอย..ปลาหมึกๆ จะมีร่มมั๊ยเนี่ย??"

    ไอ้โนะที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็หันมาตอบเราทันทีว่า..

    "โฟ่ก็ลองไปถามโต้งดูสิ!"

    กรี๊ดดดด เดี๊ยนอยากจะบ้า
    ใครก็ได้ช่วยไว้อาลัยให้กับมุกไอ้โนะมันหน่อย
    หนอยยย กล้าเล่นนะนังเพื่อน
    ชริๆ ดีนะที่ตอนนี้ไม่อะไรแล้ว
    ไม่งั้นมีตายยยยยยย


     
    เอิมมม


    เล่าเรื่องไรต่อดีนะ?


    ช่วงนี้ออกแนวทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต
    ทั้งการบ้านและงานจริง
    ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า..
    ทำไมเวลาว่างๆ ก็ไม่รู้จักสั่งงานกัน
    แล้วทำไมเวลาไม่ว่าง ก็ขยันสั่งงานกันจัง
    การบ้านก็ท่วมหัว แถมเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ว่างอีก
    เวลาหายใจแทบไม่มี
    ตอนนี้แค่มีเวลานอนก็เป็นบุญแล้ว
    เพราะฉะนั้นเราในตอนนี้คงยังไม่มีเวลาจะไปเจียดให้ใครได้อีก
    เพราะแค่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย
    เราจะมีเวลาไปแคร์ใครได้


    เพื่อนฝูงขา..เพื่อนขอโทษที่เบี้ยวนัดบ่อยๆนะ
    เสาร์อาทิตย์นี่ขอเถอะอย่าบอกให้เราโดดงานเลยนะ
    ทำใจลำบากอ่ะ
    แค่ต้องไปขอหัวหน้าที่เป็นคนญี่ปุ่นก็ปวดหัวแล้ว
    ไหนอาจจะทำให้ต้องพลาดการเจอกับบรรดากิ๊กๆของเราอีก
    นะ เพื่อนนะ.. อย่าบังคับจิตใจเพื่อนเล้ยยยยยย
    ๐(>x<)๐


     

    ช่วงนี้ออกแนวหาอะไรทำไม่ให้ตัวเองฟุ้งซ่าน
    เหมือนกับมันชอบเผลอคิดไปถึงเรื่องเก่าๆอะไรหยั่งงี้
    ก็เลยต้องทำตัวให้มันยุ่งๆซะหน่อย


    แต่ก็ดีนะ..ช่วง2-3วันมานี้เหมือนกับว่าได้คุยกับเพื่อนเยอะขึ้น
    ไอ้ที่กังวลๆอยู่มันก็เลยพอจะคลายลงบ้าง
    เหมือนมันทำให้เรารู้สึกดีว่า..


    เพื่อนเราก็เหงาเหมือนกัน ไม่ใช่เรารู้สึกไปเองคนเดียว


    เอาไว้หาอะไรทำกันเถอะทุกคน
    กระชับความสัมพันธ์เพื่อนฝูง
    ไม่ต้องมากมายก็ได้
    แค่ได้มาเจอหน้าเจอตากันพร้อมๆหน้า นั่งคุยเล่นเรื่อยเปื่อย..
    เหมือนกับเมื่อก่อน..
    แค่นี้ก็พอแล้วจริงๆ




    * ช่วงนี้รายจ่ายถาโถมสุดๆ จ่ายตังราวกับเป็นแบงค์กงเต็กเลยทีเดียว

    * เราไม่ใช่คนมีความอดทนสูง เพราะงั้นมีไรก็มาพูดกันตรงๆ ไม่ใช่เอาแต่ยึกๆยักๆ แบบว่า..มันน่ารำคาญอ่ะ

    * ช่วงนี้หมดเซ็งกับทุกสิ่ง ฉุนเฉียว อารมณ์ขึ้นๆลงๆง่าย คล้ายกับจะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน เพราะงั้นจะคุยกะเราก็ทำใจไว้หน่อยละกันนะเพื่อน ถ้าเผลอทำไม่ดีใส่ก็ขอโทษด้วยละกันนะ

    * คิดถึงเพื่อนๆง่ะ ไม่ใช่แค่เพื่อนที่ ม. นะ แต่หมายถึงทุกคนเลย

    * อยากไปเที่ยว ขี้เกียจทำงาน แต่..คนเราต้องมีความ "รับผิดชอบ" ใช่มั๊ย.. หึๆ ท่องไว้ลูก สะกดจิตตัวเองเข้าไป

    * ไม่อยากเรียนแล้ว เบื่อ อยากลาออก แต่ไม่อยากทำงาน ใครก็ได้ชี้ทางสว่างที

    * สุดท้ายนี้ เราจะกลับมาพยายามอัพไดเหมือนเดิมแล้วล่ะนะ..ไฟโต้วว อาเมะจางงง

    April 13

    ..ไว้อาลัย..



    เฮ่อ..


    วันนี้เรามาแจ้งข่าวค่ะ
    อากงเราเสียแล้วเรียบร้อย
    ตอนประมาณบ่ายโมง 10 นาทีของวันนี้


    ก็ไม่รู้จะบอกว่าเสียใจหรือว่าไม่เสียใจ
    เพราะจนถึงตอนนี้เราก็ยังรู้สึกเหมือนกับมันเป็นแค่ความฝันอยู่เลย
    คงต้องบอกว่ารู้สึกใจหายจะเหมาะกว่า
    ทั้งๆที่ก็เพิ่งจะเห็นหน้ากันอยู่ไม่กี่วันนี้
    อยู่ๆก็ต้องมารู้ว่าจะไม่ได้เห็นกันอีกแล้ว
    มันรู้สึกบอกไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้


    ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ความจริงแล้วเราก็ร้องไห้ไปหลายรอบแล้วล่ะ
    ทั้งๆที่ความจริงแล้วเราก็ไม่ได้สนิทกับอากงซักเท่าไหร่
    แต่อาจเพราะอย่างนั้นก็ได้นะที่ทำให้เรารู้สึกเสียใจ
    เรื่องที่เรารู้สึกคาใจมากที่สุดก็คงเป็นการที่เราไม่สามารถคุยกับอากงได้
    เพราะอากงพูดไทยไม่ได้ ฟังก็ไม่เข้าใจ
    ส่วนเราก็ไม่เข้าใจภาษาจีนแต้จิ๋วเลย
    นี่แหละสิ่งคาใจที่ทำให้เสียใจ


    โอย..พอแล้วดีกว่า
    อากงเค้าก็ไปสบายแล้ว
    แต่เราสิ ถ้าพิมพ์ต่อคงหยุดร้องไห้ไม่ได้แน่ๆเลย
    (เหอๆ ตอนนี้ก็เริ่มแย่แล้วเพราะน้ำตาน้ำมูกไหลปนกันมั่วไปหมด (T_T))


    ที่มาอัพหลังจากหายไปนานก็ไม่ใช่อะไรหรอก
    ก็แค่อยากบอกใครก็ได้ ซักคนก็ยังดี
    ถึงไม่มีก็ไม่เป็นไร ก็แค่อยากจะระบายออกมาก็เท่านั้นเอง


    เฮ่อ..เศร้า


    * อากงเสียวันนี้แต่กลับยังจัดงานไม่ได้
    ด้วยเหตุผลว่าวันนี้เป็นวันปีใหม่
    คิดแล้วมันก็น่าเศร้านะ
    ไม่รู้สิ แต่มันก็เศร้าไปแล้วล่ะ
    September 17

    เรื่อยเปื่อย


    หม่นหมองกันมากเกินไปแระ
    วันนี้เราจะมาเฮล่ะนะ <(^o^)>


    เราเพิ่งรู้ล่ะเพื่อนๆ เพิ่งรู้ว่า..
    "โกโก้ร้อนตรงคอมมอนอร่อยมากกกกกก"
    กรี๊ดดด หลังจากที่อยากมาหลายวัน
    ในที่สุดวันนี้ก็ได้กิน
    อร่อยเกินคาด ดีใจมาก
    แถมราคาแค่ 20 บาท
    เราเลยแอบคุยกะโนะว่า..
    คราวหน้าอยากกินโกโก้เย็นก็บอกเค้าว่า..
    "พี่คะ เอาโกโก้ร้อนแก้วนึง กับน้ำแข็งเปล่าบาทนึงค่ะพี่!"
    (ฮา) แหมดูสิ ออกจะคุ้ม
    รวมกันก็แค่ 21 บาทเอง ประหยัดตังค์ไปตั้ง วันละ 4 บาท!! (ฮ่าๆๆๆ)


    เมื่อกี๊ไปกินส้มตำกะพลอยมา
    กระแดะไง ไปกันสองคน แล้วก็เป็นสองคนที่กินเก่งมากกกก
    สั่งกันใหญ่เล้ยย
    แล้วไง กินกันไปได้อย่างล่ะไม่กี่คำ
    เริ่มมองหน้ากัน เอาไงดีวะ อิ่มแล้ว แต่.. มันยังเหลือเต็มเลย!
    สุดท้ายก็เลยพยายามเขี่ยๆกินกันเข้าไป
    ยัดมันเข้าไป
    กินไปก็นึกถึงป้าเกิดไป
    อยากไปกินส้มตำป้าเกิดดด
    สรุป.. มันก็ไม่หมดอ่ะ
    เหลือบานเต็มจานเหมือนเดิม


    ฮา ความจริงตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะไปกินส้มตำหรอก
    เราอยากไปหารองเท้าซักคู่
    ก็เลยชวนพลอยไปเดินเล่นด้วยกันที่วังหลัง
    แล้วไงล่ะ สุดท้ายก็ไม่ได้รองเท้าซักกะคู่
    ไปนั่งแด๊กส้มตำกันแทน
    หึๆ ว่างกันได้อีก!!


    ได้ข่าวว่าวันนี้ก็โดดเจซีอีกแล้ว!!
    ทั้งที่อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะไม่โดดแล้วนะเนี่ย
    แต่ทำไงได้ ปวดท้องนี่หว่า
    ถ้าไปรังสิตต้องอารมณ์ว่าไปถึงก็หมดอารมณ์เรียน..
    ต้องนั่งรถกลับทันทีแน่ๆ
    เพราะงั้นก็เลยตัดสินใจไม่ไปแม่งเลยดีกว่า
    ก็เลยไปกินส้มตำกะพลอยแทน (ฮา)
    เราไม่สบายเจรงๆน๊า.. ไม่ได้ป่วยการเมืองงง!!

     

    ช่วงนี้เราก็อยากเจอใครหลายๆคนเหมือนกัน
    อยากเจอไอ้ปลา
    ยิ่งรู้ว่าช่วงนี้มันปิดเทอมก็ยิ่งอยากเจอมันบ่อยๆ
    แต่ก็เหมือนเดิม..ขี้เกียจง่ะ (แป่ว)
    แต่วันนั้นที่ไปร้องเกะด้วยกันน่ะ..
    แบบว่าฮาไม่ไหวแล้ว
    ทั้งไอ้ปลา แล้วก็ไอ้พลอยแบบว่ารั่วมากไม่ไหวแล้ว
    เหมือนกลับไปอยู่มัธยมด้วยกันใหม่
    คิดๆแล้ว ก็ชักอยากกลับไปช่วงเวลานั้นจริงๆเลยแฮะ


    อยากเจอไอ้ฮุ่ง
    ช่วงนี้ได้คุยเอมกันบ่อยอยู่เหมือนกัน
    แต่ยังไม่มีโอกาสได้เจอกันตัวเป็นๆ
    แต่ไม่เป็นไร เด๋วหมดเมนส์เมื่อไหร่..
    นัดกันไว้ว่าจะไปทำซูชิกินกัน
    (ฮา..มีซุปมิโซะ แล้วก็แกงกะหรี่ด้วย)
    อ้อ แล้วด้วยความอยากกินเค้กจัดของเรา
    เลยวางแผนไว้ ว่าจะไปอบเค้กกันด้วย
    ว่าแล้วก็เลยอยากให้หมดเมนส์ซะวันพรุ่งนี้เลยทีเดียว


    อย่างเพื่อนๆในกลุ่มเราก็อยากเจอเหมือนกันนะ
    เหมือนกับช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันซะเท่าไหร่
    รู้สึกเหมือนตกข่าวยังไงบอกไม่ถูก
    เฮ่อ.. บางทีเราก็รู้สึกแย่นะที่ต้องเป็นอย่างนั้นอ่ะ
    แต่จะให้ทำไงได้ล่ะ ก็ในเมื่อพวกเราไม่ได้ตัวติดกันนี่นา
    ถึงจะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาได้
    แล้วพวกเราก็ไม่ได้เป็นพยาธิในท้องของกันและกันซะหน่อย
    ถึงจะได้รู้เรื่องของแต่ละคนไปซะทุกเรื่อง
    เอาเหอะ ก็แค่เบื่อคำว่า..
    "ขอโทษนะ แต่เรื่องนี้เราไม่รู้อ่ะ" ของตัวเองก็เท่านั้นเอง

     

    เมื่อวานเราฮามากเลยกะขบวนการปั่นคอมเม้นท์
    นั่งอ่านด้วยความฮา
    อันแอบบ่นด้วยความเสียดายที่ตัวเองพลาด
    เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆที่ทำให้อมยิ้มตามได้อ่ะ
    ไม่รู้สินะ แค่คิดถึงก็ขำแล้วอ่ะ
    แต่จังหวะที่จะบังเอิญมาเจอพร้อมๆกันแบบเมื่อวานคงไม่ได้มีบ่อยๆหรอก
    คิดๆแล้วก็เสียดายชะมัด




    * วันนี้เรามาอัพด้วยความชิว ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่อยากอัพ

    * อยากกินโกโก้อีกแล้ว

    * เพลง Beautiful Girl ของ Sean Kingston น่ารักมากเลย ฟังแล้วแอบยิ้มตาม (กรุณา อย่าถามว่าแปลว่าอะไร เพราะจนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่ได้ตั้งใจฟังความหมายเลย รู้แต่ว่ามันเป็นเพลงที่ฟังแล้วสบายๆดี เลยอยากบอกต่อ =D ..เห็นช่วงนี้มีแต่คนมืดมนอ่ะ..)

    * อยากไปทำซูชิกะไอ้ฮุ่งแล้วน่อ

    * ชักง่วงๆแล้วแฮะ ไปนอนดีกว่า แล้วดึกๆค่อยตื่นมาทำงาน บายจ้า มิสยูน๊า มัวซ์

    September 16

    มนุษย์ฮอร์โมน



    ก่อนอื่นคนต้องบอกว่า..
    "ขอบคุณ" สำหรับกำลังใจจากเพื่อนๆทุกคนนะจ๊า
    อ่านแล้วรู้สึกดีขึ้นเยอะ (จริงๆนะ)
    จากนี้ไปเราก็คงต้องขอฝากตัวกับทุกคนต่อไป
    ยังไงก็อย่าเพิ่งเบื่อเราไปซะก่อนนะจ๊า


    เข้าเรื่องดีกว่า..
    ในที่สุดตอนนี้เมนส์เราก็มาซะที
    หลังจากที่ปวดท้องฟรีๆมาร่วมอาทิตย์
    ดีใจที่อย่างน้อยเราก็อ้างกับตัวเองได้ว่า..
    "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไป มันเพราะฮอร์โมนทั้งนั้น!"


    จะว่าไปก็ตลกดีเนอะ..
    ที่เวลาใครมีเรื่องไม่สบายใจหรือรู้สึกแย่ๆ
    พอเมนส์มาปุ๊บก็จะรู้สึกดีขึ้น
    แล้วก็บอกว่าที่รู้สึกไม่ดีมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา
    เป็นเพราะ "เมนส์กำลังจะมา!!"
    เหอๆ มันเป็นเรื่องแปลกแต่จริง
    ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาทฤษฎีอะไรมาอ้างดี
    แต่มันดูบ้าบอจังเลยที่ต้องเป็นไปอย่างนั้น


    สมัยเด็กๆ เวลาเรียนสุขศึกษาอาจารย์ก็จะบอกว่า..
    "การมีประจำเดือนไม่ใช่เรื่องเจ็บป่วย"
    สำหรับเรา..เราว่ามันไม่จริง
    เพราะมันมาทีไร เราก็ไม่สบายไปซะทุกครั้ง
    ปวดท้องแค่ไหนหลายคนก็คงจะเคยเห็น
    ปวดซะจนอยากจะตัดมดลูกทิ้งไปให้รู้แล้วรู้รอด
    หากไม่ติดที่ว่า..ตัดมดลูกแล้วมีลูกไม่ได้ & แก่เร็วอ่ะนะ
    เราทำไปนานแล้ว!!!


    วันนี้ความจริงก็ไม่มีอะไรหรอก
    แค่มาบอกกล่าวเพื่อนๆไว้จะได้ไม่ต้องห่วง
    ถ้าไม่ผิดพลาดอะไร..อีก 7 วันเราจะกลับมาเป็นเราคนเดิม
    ช่วงนี้ก็ทนๆมนุษย์เมนส์กันหน่อยละกันนะ >~<




    * เราฮาอันกะปิ๊งอ่ะ แข่งกันไปเม้นท์ราวกับชิงถ้วยพระราชทาน

    * เม้นท์กุ๋ยเราก็ฮา ตอนแรกอ่านมาอย่างซีเรียส เจอประโยคเด็ดไปที ถึงกับอึ้งไปเลย ฮ่าๆๆๆ

    * แอมจ๋า แอมเม้นท์ได้ยาวกว่าไดเราอีกนะนั่น เห็นทีแรกตกใจไปเลย ฮา..ขอบใจมากนะจ๊า (คิดถึงแอมจริงๆวุ้ย)

    * เขมก็หายเปื่อยเร็วๆนะเพื่อน ร้องไห้มากๆระวังผอมนะ!

    * โอ แบ๋ม บอส หากเข้ามาอ่าน ทำตัวว่างๆกันเหอะ แล้วไปหาไรทำกัน คิดถึงอ่ะ อยากไปติดตามสถานการณ์เพื่อนฝูง

    * โอย.. ปวดท้องงงงง

    * ว่าแล้วไปกินยานอนดีกว่า..บายๆ แล้วเจอกันจ้า

    September 14

    เบื่อ



    ห่างหายไปเดือนกว่าๆ
    กับการอัพไดอารี่
    แม้กระทั่งไดเล่มๆช่วงนี้ก็ไม่มีปัญญาจะเขียน
    รู้สึกชีวิตแต่ละวันผ่านไปอย่างหนักหน่วงมาก
    ทั้งเรื่องของตัวเอง เรื่องครอบครัว แล้วก็บรรดาญาติๆทั้งหลาย
    ทุกวันที่ต้องเจอแต่เรื่องแบบนี้ มันทำให้ชีวิตดูหมดไฟลงเรื่อยๆทุกที
    เฮ่อ.. ไม่ดีเลยนะ รู้สึกอย่างกับว่า "ตัวเราไม่ใช่ตัวเรา" ยังไงบอกไม่ถูก
    ชีวิตอึมครึมแบบนี้เนี่ย มันแย่จังนะ!


    อาจเป็นเพราะช่วงนี้เพื่อนๆของเราแต่ละคนมีปัญหาชีวิตของตัวเองมากพออยู่แล้ว
    เราก็เลยไม่อยากเอาเรื่องของเราไปทำคนอื่นหนักหัวเพิ่มขึ้นอีก
    แต่ความจริงแล้วถึงเราจะพูดออกไป..
    เพื่อนๆก็คงช่วยอะไรเราไม่ได้ซักเท่าไหร่ นอกซะจากพูดปลอบใจ
    และก็เช่นเดียวกัน ถึงเพื่อนๆจะเอาปัญหาของตัวเองมาเล่าให้เราฟังซักเท่าไหร่
    แต่เพราะตอนนี้หัวเรามันตื้ออยู่กับเรื่องของตัวเองตลอดเวลา
    ดังนั้นสิ่งที่เราจะทำให้เพื่อนๆได้ ก็คงแค่เพียง "พูดปลอบใจ" เท่านั้น
    เฮ่อ.. นับวันๆก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์มากขึ้นทุกทีๆ
    แย่ชะมัด!!

     

    ตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึก "ไม่อยากไปเรียน" ทุกวันเลย
    รู้สึกแย่ที่เป็นแบบนี้
    เราเบื่อที่ต้องไปนั่งเรียนแล้วก็ต้องทนเห็นคนที่เราไม่ชอบหน้า
    เบื่อคนอวดฉลาด
    เบื่อที่ต้องออกจากบ้าน
    ต้องไปเจอแดดร้อนแสบผิว แถมบางทีก็เจอฝนตกใส่อีก
    เบื่อรถติด เบื่อควันรถ เบื่อคนเยอะๆ
    เบื่อการยิ้มทั้งที่ไม่ได้อยากจะยิ้ม
    เบื่อคนที่เสแสร้งเข้ามาทำดีด้วย
    เบื่อคำพูดกระทบกระเทียบเหยียดชนชั้น
    เบื่อที่ต้องรู้ความคิดของคนอื่นที่เราไม่ได้อยากเข้าไปสมาคมด้วย
    เบื่อ!!


    ความเท่าเทียมกันมันไม่มีอยู่จริงหรอก
    แค่ดูจากบรรยากาศในห้องก็รู้แล้ว
    คนที่ด้อยกว่าก็ต้องเป็นบันไดให้คนที่ฉลาดกว่า ทะเยอทะยานมากกว่าเหยียบขึ้นไป
    หากเรายังนั่งนิ่งนอนใจอยู่อย่างนี้
    สักวันเราอาจจะรู้สึกตัวอีกทีในสภาพจมดินจนไม่สามารถโผล่ขึ้นมาหายใจได้อีกแล้วล่ะมั๊ง
    เฮ่อ นี่ล่ะนะ สังคมของผู้มีปัญญา..
    การยื่นมือช่วยเหลืออย่างจริงใจก็ไม่มีอยู่จริงในสังคมนี้เช่นเดียวกัน



    เวลาชีวิตในตอนนี้ผ่านไปแบบเดาใจไม่ถูก
    บางครั้งก็เดินเร็วซะจนหายใจไม่ทัน
    บางครั้งก็เดินช้าซะจนรู้สึกอึดอัดทรมาน
    เบื่อ..ที่ต้องเป็นแบบนี้


    หากทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วได้..
    มันก็คงจะดี!




    * วิกฤติการณ์ดองเมลอีกแล้ว..แย่ที่สุด

    * งานค้างยาวเป็นหางว่าว

    * อาม่าช่วงนี้ท่าทางจะดีขึ้นเยอะ แต่ลูกหลานนี่แทบจะตายกันไปให้รู้แล้วรู้รอด.. เฮ่อ เหนื่อยใจ

    * ตอนนี้งดเข้าไปคุยกะอาม่าแล้ว เพราะมีอาโกวเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนอาม่าตลอดอยู่แล้ว เพราะงั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปอีก

    * ปวดท้องเมนส์มาหลายวันแล้ว แต่ไม่มีเลือดเมนส์แม้แต่หยดเดียว แย่ว่ะ รู้สึกเหมือนปวดท้องฟรี!

    * อากาศช่วงนี้แย่มาก ทำเอาไมเกรนรุมเร้า หมดอารมณ์กับทุกสิ่งทุกอย่าง

    * เจ็บเหงือกอ่ะ ตอนนี้แผลร้อนในลามลงคอ ทรมานมาก พอเจ็บแผลมากๆ ก็เลยไข้ขึ้น แล้วก็ปวดหัวตึ๊บๆ แล้วพอปวดหัวมากๆก็พอดีเลย..ไปทำให้ไอ้ที่ปวดไมเกรนอยู่ทรุดหนักลงไปอีก เฮ่อ.. เซ็ง

    * ปวดขา อาจเป็นเพราะช่วงนี้ใส่รองเท้าแตะมากไป เลยทำให้สุขภาพขาและเท้าทรุดโทรม อยากไปหารองเท้าดีๆซักคู่เหมือนกันนะ แต่ก็อย่างที่บอกอากาศขึ้นๆลงๆอย่างงี้ ใครมันจะกล้าเอารองเท้าดีๆออกจากบ้าน นอกจากเดินลำบากแล้ว รองเท้ายังเจ๊งอีก เฮ่อ..ไม่คุ้มเอาซะเลย!!

    * อยากกินสุกี้ และ ฮาจิบัง มากเลยตอนนี้

    * เฮ่อ.. บ่นมากพอแระ ไปทำงานต่อดีกว่า หวังว่าจะอารมณ์ดีขึ้นได้ในเร็ววัน.. บายจ้า
    August 01

    ตารางชีวิตช่วงปิดเทอม




    ช่วงนี้เพื่อนๆทำอะไรกันมั่งคะ?
    มีใครที่ว่างจับใจเหมือนเราบ้างรึเปล่า?



    หลังจากที่พลาดไปแล้วกับอะไรหลายอย่างในช่วงปิดเทอมนี้
    ทั้งงานยูนิเวอร์ซิเอด ค่ายก็ไม่ได้ไป เที่ยวก็ไม่ได้เที่ยว..
    แต่เราไม่อยากเบื่อกับช่วงปิดนี้อีกแล้ว
    เราก็เลยตัดสินใจหาอะไรทำแก้เซ็ง
    ซึ่งอะไรที่เราว่าก็ได้แก่..



    ...เปียโน...

    คือ หลังจากที่เราทิ้งมันไปเป็นเวลา 3 ปีกว่าๆ นับตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวเอนท์
    มันทำให้เรารู้ว่า..
    อะไรที่เราห่างไปนานๆเนี่ย การจะทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันนะ
    ตอนแรกเราก็เลยพยายามเอาพวกเพลงป็อบมาเล่น
    แต่โดยพื้นฐานแล้ว เราไม่ใช่คนที่เล่นเพลงป็อบเก่ง
    เพราะงั้นยิ่งเล่นก็เลยยิ่งหงุดหงิด
    (ไม่ใช่เล่นไม่ได้ แต่เราใส่คอร์ดแบบไฮโซไม่เป็น)
    ตอนนี้ก็เลยตัดสินใจว่าจะหวนคืนสู่คลาสสิค
    ซึ่งพอทำอย่างนั้นแล้ว เราก็รู้สึกว่า "มันดีกว่ากันเยอะเลย"



    [สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นดนตรีมาก่อน
    อ่านแล้วอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงเล่นอันนี้ได้ แต่เล่นอีกอันไม่ได้
    มันเป็นเพราะว่าเราเริ่มเรียนเปียโนคลาสสิคมาตั้งแต่แรก
    ทำให้เราจะเล่นพวกเพลงตามโน้ตที่ต้องไล่นิ้วทั้งมือซ้ายมือขวาได้
    แต่เราจะไม่ค่อยถนัดกับการต้องแกะคอร์ดมือซ้ายเอง
    เพราะคนที่เรียนเปียโนคลาสสิคเค้าจะไม่ได้เน้นการใส่คอร์ดซักเท่าไหร่
    ซึ่งต่างจากคนที่เรียนคีย์บอร์ดหรือเปียโนกรุ๊ปมา
    เพราะคนที่เรียนหลักสูตรพวกนั้นมาก็จะเน้นเรื่องการจับคอร์ดมือซ้าย
    มากกว่าการฝึกอ่านโน้ต หรือ การเล่นแบบไล่นิ้ว
    ดังนั้นความถนัดในการเล่นก็จะต่างกันไปด้วย]



    นั่นแหละ เป้าหมายในปิดเทอมนี้ คือ..
    กลับมาฟื้นเพลงเก่าๆที่เคยเรียนไปแล้ว
    ส่วนป็อบเราก็ยังเล่นขำๆอยู่นะ
    แกะไปเรื่อยๆ ล่าสุดก็เพิ่งแกะเพลง "รัก" กับ "way back into love" ไป
    ต่อไปตั้งใจว่าจะแกะเพลง "la meme histoire" (ลา แมม ฮิสตัว)
    เพลงประกอบ "Paris je t'aime" ที่เราใส่ไว้ในสเปซตอนนี้นั่นแหละ
    อย่างที่บอกไปแต่แรกอ่ะนะ..
    เอาแค่พอเล่นได้เป็นเพลง แต่ฟังแล้วมันไม่ไฮโซเหมือนกับต้นฉบับหรอก -"-
    เอาน่า.. พยายามกันต่อไป (Fightoo~~!!)


     


    ...แจ็ป...

    แจ็ปที่เราหมายถึงในที่นี้ไม่ใช่ว่าอ่านพวกบทเรียนอะไรหรอก
    แต่เราไปรื้อพวกหนังสือเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นมาอ่านน่ะ
    พวกวัฒนธรรมอะไรหยั่งงี้
    พอได้กลับมาอ่านอะไรพวกนี้เองแล้วมันก็มีความสุขดีนะ
    "การเรียนรู้ด้วยใจรัก ไม่ใช่เพื่อสอบ"



    ...อื่นๆ...

    นอกจากเปียโนกะแจ็ปแล้วเราก็ยังได้ทำอย่างอื่นอีกด้วย
    เช่น อ่านนิยาย เล่นซิมส์ วาดรูป เขียนไดอารี่
    และล่าสุดกะลังคิดว่าจะกลับไปเล่น Harvest Moon อีกรอบแระ
    อืมม มันเป็นชีวิตที่สงบมากเลยนะเนี่ย
    อ้อ ใช่ ปิดเทอมนี้เราตั้งใจจะไดเอทด้วย
    เพราะเริ่มอ้วนจนอึดอัด
    แล้วก็จะจัดการให้ตัวเองหายโทรมซะที
    เป้าหมายคือ.."กลับมาวิ๊งๆต้อนรับเปิดเทอม"
    แต่ทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้รึเปล่า ก็ต้องรอติดตามผลกันอีกที


     


    เมื่อวานหลังจากที่ซ้อมเปียโนเสร็จ
    เราก็บังเอิญไปรื้อเจอหนังสือที่หายไปแล้วในห้องเก็บของ
    โห ดีใจสุดๆอ่ะ
    ก็เลยเอาเรื่อง "สมุดพกของแม่" มาอ่านอีก
    เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกดีนะ
    การมองโลกในมุมของเด็กๆบ้าง มันก็ทำให้ทุกอย่างดูง่ายดี
    อ่านแล้วรู้สึกอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ^--^
    ส่วนวันนี้เดี๋ยวกะว่าจะไปเอาหนังสือเรื่อง "สมุดพกคุณครู" มาอ่าน
    เราก็จำเนื้อหาไม่ค่อยได้แล้ว
    แต่คิดว่ามันก็คงจะมีอะไรดีล่ะมั๊ง
    ไม่งั้นคงไม่ดังมากที่ญี่ปุ่นหรอก (หมายถึงเมื่อหลายปีที่แล้วอ่ะนะ)
    อืมๆ ต้องลองอ่านดูๆ





    * ตอนนี้กะลังกะว่า จะไปดูแข่งยิมนาสติกล่ะ (หมายถึงงานยูนิเวอร์ซิเอด) โอชวนไว้ บอกว่านักศึกษาเข้าชมฟรีด้วย เลยยิ่งอยากดูใหญ่เลย

    * ฮุ่งชวนไปหัวหิน อยากไปด้วยจัง แต่..okane ga nai naaa..(แปลง่ายๆก็ บ่จี๊ อ่ะ -"-)

    * อยากดู Paris je t'aime อีกซักรอบ รู้สึกดีที่ยังพอฟังออกบ้าง

    * อยากดู ฮันนะซัง ด้วยอ่ะ ที่เป็นหนังเกาหลี วันนั้นเห็นตัวอย่างในโรงแล้วแบบว่า..ฮาได้อีก

    * รอลุ้นกับคำทำนายของน้องขาวต่อไป

    * ไปแระ เดี๋ยวดึกๆค่อยว่ากันใหม่ ^v^

    July 27

    ไร้สาระ "ของจริง"




    วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษ
    ความจริงก็ไม่มีอะไรหรอก
    ก็แค่ไปธนาคารไปขึ้นสมุดเล่มใหม่มาก็เท่านั้นเอง



    ตอนนี้กำลังจะ 10 โมง
    กะลังนั่งเม้าท์กะปิ๊งอยู่
    ฮา ออนซะเช้าเชียว
    (ปิ๊ง : พูดหยั่งกะโฟ่ไม่ได้ออนเช้างั้นอ่ะ -*-)
    ทักเอมไอ้ฮุ่งไม่ได้ มันเด้งกลับมาหมด
    เช้าๆหยั่งงี้ไม่ค่อยมีคนออนเลยวุ้ย
    อืม..ดีๆ เอาไว้จะตื่นเช้าๆมาออนอีก (ฮ่าๆๆ)



    หิวข้าวแล้ว
    ม๊ากะลังต้มหมี่อยู่ (ล่อมาม่าแต่เช้า -"-)
    ม๊าบอกว่า "แกตื่นเช้าเกิ๊น ม๊าไปตลาดไม่ทัน ต้มหมี่กินไปละกันนะ"
    อ้าว ซะงั้น นานๆจะตื่นเช้าที
    โห่ๆ พูดงี้เสียกำลังใจหมด
    น้อยใจ คราวหน้าไม่ตื่นเช้าแล้ว ชิ!
    (อ้าว กรรม ตะกี๊ยังบอกว่าจะตื่นเช้ามาออนเอมอยู่เลย -*-)



    บ่นไปบ่นมา มาม่าเสร็จพอดี
    ไปกินข้าวก่อนนะ เด๋วกลับมาอัพต่อ ^o^





    กลับมาต่อแล้ววว



    อะไรกันเนี่ย?!
    หายไปแว๊บเดียว โดนอันเสียบซะได้
    โอ้วว โน่ววว ชีช่างน่ากลัวจริงๆ ๐(>x<)๐



    อ่ะ กลับเข้าเรื่องอัน(ไม่ค่อยจะ)มีสาระของเราต่อ



    เมื่อกี๊คิดว่าจะได้กินมาม่า
    แต่ปรากฏว่า "ไม่ใช่ค่ะ"
    มันเป็น เส้นหมี่กะวุ้นเส้นลวก ใส่ในน้ำราดหน้าที่เก็บไว้จากคืนก่อนโน้นน
    มันคงไม่สยอง หากม๊าไม่ใส่ "สาหร่าย" ลงไปด้วย
    อ๊ากกกก สาหร่าย..สุดยอดอาหารสยองขวัญ
    แต่นั่นแหละ ก็อร่อยดีนะ
    ใส่เห็ดเข็มทองลงไปด้วย..กรุ๊บๆดี



    แล้วก็ต่อด้วย ครัวซองเบคอน
    อร่อยมากมาย
    เมื่อกินอิ่มเราก็กลับมา หุๆ



    จริงๆแล้ว เราก็นึกไม่ออกแล้วว่าจะอัพอะไรต่อดี
    แค่รู้สึกอยากอัพไดอย่างรุนแรง
    ก็เลยเปิดเข้าอัพซะหน่อย



    ตอนนี้ความอยากอัพไดลดลงไปแล้ว
    แต่เกิดความอยากเล่นซิมส์อย่างรุนแรงขึ้นมาแทน
    โอ้วว โน่ววว มันช่างรุนแรงเหลือเกิน
    เห็นทีเราจะต้องละมือจากการอัพไดไปสู่การเล่นซิมส์ล่ะนะ
    ชาวซิมส์กำลังรอช๊านอยู่
    เพราะงั้น..ไปล่ะ
    ถ้าอารมณ์ดีจัด อาจมีมาต่อภาค 3 (>o<)


    July 24

    เผลอตัวอีกแล้ว




    แง่งงง



    ช่วงนี้อ่านไดคนอื่นแล้วเม้นท์ไม่ออก
    อย่าว่าแต่ไดชาวบ้านเลย..
    ขนาดไดตัวเองยังอัพไม่ค่อยได้เล้ย (ฮึ่ยยย)



    ตอนนี้ไม่แน่ใจว่า..
    ทุกคนกำลังมีอะไรในใจเกี่ยวกับคำว่า "เพื่อน" อยู่รึเปล่านะ
    เหมือนช่วงนี้เราจะได้ยินคำถามประมาณนี้บ่อย
    แต่ความจริงแล้วก่อนหน้านี้เราก็คาใจอยู่เป็นวูบๆเหมือนกัน
    แต่ตั้งแต่วันที่เราตัดสินใจว่าจะ "ปล่อย"
    สิ่งที่กังวลอยู่ก็ดูเหมือนจะหายไป
    จนบางครั้งก็รู้สึกสงสัยเหมือนกันว่า..
    "เราแค่แกล้งทำเป็นไม่สนใจ" หรือ "เราไม่แคร์มันแล้วจริงๆ"



    แง่งงง



    ตอนนี้หลังจากเลิกหมกมุ่นมาหลายวัน เราก็พบว่า..
    (ความจริงก็รู้มานานแล้วนั่นแหละ)
    "เราไม่ได้แคร์ใครมากเท่ากับความคิดของตัวเราเองหรอก"
    ถ้าจะบอกว่าความคิดแบบนี้คือความเห็นแก่ตัว
    อืมม มันก็ใช่.."เราเป็นคนที่เห็นแก่ตัวสุดๆ"
    ง๊องแง๊ง ขี้ใจน้อย ชอบงอแง ขี้รำคาญ เรื่องมาก และอีกสารพัด
    พูดเองแล้วก็รู้สึกอนาถ แต่ทำไงได้ มันคือเรื่องจริงนี่เนอะ
    แต่เราก็รู้สึกเหมือนกันแหละว่า..
    ความจริงแล้ว แต่ละคนก็เรื่องมากไม่แพ้กันหรอก



    บางครั้งเราก็คิดเหมือนกันนะว่า..
    การที่เรารู้ว่าคนอื่นคิดยังไงกับเรามากไปเนี่ย
    จริงๆแล้ว "มันดีหรือไม่ดีกันแน่นะ?"
    ชักสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆว่า..
    ที่ช่วงนี้เราชอบถามคนอื่นบ่อยๆว่า "เคยมีเรื่องไม่พอใจอะไรเรารึเปล่า?" เนี่ย
    มันจะเป็นการทำให้เรากับเพื่อนเราเข้าใจกับมากขึ้น
    หรือว่ายิ่งทำให้เราห่างกันออกไปกันแน่นะ?



    เป็นธรรมดาของมนุษย์แหละที่อยากรู้ว่าใครคิดยังไงกับตัวเอง
    แต่บางครั้งการรู้มากไปมันก็อาจทำให้เสียใจ
    แต่หากไม่รู้มันก็ยิ่งอึดอัด...
    แล้วอย่างนี้เราควรจะจัดการกับปัญหานี้ยังไงดีล่ะเนี่ย?



    (อัพไปก็มึนไป
    ความจริงก็ไม่ได้มีประเด็นในหัวหรอก
    แค่อยู่ๆบางครั้งมันก็วูบขึ้นมาในความคิด
    เพราะงั้นหากเรื่องมันโดดไปโดดมาบ้าง ก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ)



    ไม่กี่วันมานี้ได้นั่งคุยกะโนะ
    เรื่องที่ว่า เราอัพไดบ่นเนี่ยแหละ
    โนะบอกว่า บางทีหากเราระบุชื่อไปเลยอาจจะดีกว่าให้มานั่งเดาเองก็ได้
    อืม..ก็จริง
    หากเราพิมพ์ไปว่า "เราเกลียดแกว่ะ ไอ้โนะ!!!"
    (อันนี้เป็นตัวอย่างสมมุตินะจ๊ะ)
    ทุกคนก็จะได้ไม่ต้องมานั่งเดาว่า คนที่เราพูดถึงคือใครกันแน่
    แต่ถ้าคิดตามหลักความเป็นจริง
    ใครมันจะไปกล้าล่ะโนะ (คนอื่นอาจทำได้ แต่เราไม่)
    ถึงเจ้าตัวจะไม่ได้เป็นคนมาอ่านเอง
    แต่สุดท้ายถ้าเราใส่ชื่อไป ยังไงๆก็ต้องมีคนเอาไปเล่าให้เค้าฟังอยู่ดี
    แล้วหยั่งงี้เรายังจะมีชีวิตที่สงบสุขหลงเหลืออยู่มั๊ยเนี่ย?



    การไม่ชอบหน้าใครแต่ละคนของเรา
    ไม่ได้หมายความว่า "เราเกลียดเค้า"
    นั่นก็หมายความว่า เค้าก็ยังมีอะไรดีที่ทำให้เราอยากคบต่อไปอยู่
    หากเราเลือกที่จะพูดใส่หน้าเค้าตรงๆไปเลยว่า..
    "เราไม่พอใจเค้าเพราะอย่างนั้นอย่างนี้.."
    ความสัมพันธ์ที่มียังไงก็คงต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
    คิดง่ายๆ..
    แค่เราพูดออกไป เราก็ต้องกลับมาคิดแล้วล่ะว่าแล้วจากนี้ไปเค้าจะทำตัวยังไง
    หากเค้าฟังแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    เราก็คงยิ่งรู้สึกลบกับเค้ามากขึ้นไปอีก
    หรือไม่ เค้าฝืนปรับตัวใหม่เพื่อให้เข้ากับเราได้
    แล้วไง? ความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติแบบนี้..
    มันไม่ยิ่งทำให้อึดอัดมากขึ้นไปอีกรึยังไง?
    (อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล หากจะไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ)



    เราไปอ่านไดของผึ้ง
    ผึ้งบอกว่า สิ่งที่เพื่อนต้องการจากเพื่อน ก็คือ "ความจริงใจ"
    อืม.. มันก็ใช่
    ใครๆก็อยากได้รับความจริงใจจากคนที่คบอยู่ด้วยกันทั้งนั้น
    แต่ก็อย่างที่เราเคยพูดไปแหละนะ
    "จริงใจมามากแค่ไหน เราก็ตอบแทนกลับไปมากเท่านั้น"
    แต่ก็นั่นแหละ ความจริงแล้วถึงเราจะจริงใจมากแค่ไหน
    แต่หากฝ่ายตรงข้ามมองว่าเป็นเรื่องเสแสร้ง..มันก็ช่วยไม่ได้อ่ะนะ
    เราก็ไม่รู้จะไปทำยังไงให้เค้าเข้าใจ..
    ว่าสิ่งที่เราแสดงออกไปนั่นคือความจริงใจของเราจริงๆ
    หากคนเราปักใจเชื่ออะไรไปแล้ว มันก็ยากนะที่จะไปเปลี่ยนความคิดนั้น
    อืม..เราไม่โกรธหรอก เราเข้าใจ
    แต่เราก็อยากบอกเหมือนกันว่า..
    หากเราไม่ชอบหน้าใคร อย่าว่าแต่พูดด้วยเลย แค่หน้าเราก็ไม่อยากจะมองแล้ว
    และแน่นอนว่าเราก็จะไม่พยายามทำตัวสุงสิงกับเค้าให้เสียเวลาหรือว่าเสียอารมณ์หรอก
    เพราะงั้นสบายใจได้ นั่นก็คือความจริงใจที่เรามีต่อคนที่เราไม่ชอบหน้าเช่นกัน



    ในทางตรงกันข้าม กับสิ่งที่คนรอบตัวแสดงต่อเรา
    ไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง
    ตราบใดที่เค้ายังแสดงท่าทีว่าอยากคบกับเราต่อไปอยู่
    เราก็ไม่สนใจกับเรื่องแค่นั้นหรอก
    หากเค้าทำแล้วเค้าสบายใจแล้วเราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
    จริงใจหรือไม่มันก็ไม่สำคัญ
    แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มาเรียกร้องหาความจริงใจจากเราทั้งๆที่ตัวเองก็แทบจะไม่เคยให้เรามา
    อืม.. อย่างนี้ก็คงต้องคิดหนักล่ะนะ
    ก็ลองถามตัวเองดูละกัน ว่าถ้าเป็นตัวเองจะตัดสินใจทำยังไง?



    เฮ่อ.. รู้สึกเหมือนเป็นการตั้งเงื่อนไขในการคบหายังไงบอกไม่ถูก
    มีคนเคยพูดว่า "เพื่อนไม่เคยต้องการหรือเรียกร้องอะไรจากเพื่อน"
    เราไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ซักเท่าไหร่หรอกนะ
    ถึงจะบอกว่าไม่ต้องการหรือไม่เรียกร้อง
    แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราก็เห็นมีแต่คนออกมาเรียกร้องอยากได้โน่นอยากได้นี่ไม่มีหยุด
    เราก็เป็นคนนึงล่ะนะ ที่ตั้งเงื่อนไขมากมายไว้กับคำว่าเพื่อน
    ไม่ได้เรียกร้องข้าวของเงินทองอะไร แค่ความรู้สึกสบายใจเวลาอยู่ด้วยก็พอแล้ว
    ดูเหมือนมักน้อยเนอะ แต่ไอ้คำว่า "สบายใจ" นี่แหละที่เรื่องมากที่สุด
    เหอๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัววุ้ย




    บางครั้งมีเพื่อนอยู่ด้วยก็สบายใจดี
    แต่บางทีไม่มีใครเลยอาจจะสบายใจกว่า
    คงเป็นเพราะเรารู้สึกว่า เรากำลังทำตัวเป็นภาระทางอารมณ์ของชาวบ้านอยู่ด้วยล่ะมั๊ง
    ก็เลยรู้สึกแย่หากจะยิ่งหมกมุ่นฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้
    ปรับความคิดเราเอง อาจจะง่ายกว่าไปปรับพฤติกรรมของคนทั้งโลก
    เพราะงั้น ในเมื่อตัดสินใจปล่อยมือแล้ว
    ก็จะไม่กลับไปเสียใจกับเรื่องนี้อีก



    ผึ้งบอกว่า "บางทีคบเพื่อนก็ไม่ได้ดูหรอกว่าเพื่อนคนนี้มีข้อดีอะไร
    หากให้บอกข้อเสียยังจะพูดได้ง่ายซะกว่า"
    อันนี้จะว่าใช่มันก็ใช่ จะว่าไม่มันก็ไม่



    เราน่ะตอนเริ่มคบอาจจะไม่ได้มองว่าเค้าเป็นยังไง
    แต่พอคบๆไป เราก็มองนะว่าเพื่อนเราแต่ละคนเป็นยังไง
    ข้อเสียมากมายทำไมจะไม่รู้ แต่ก็เลือกที่จะมองข้ามมันไป
    อะไรไม่พอใจก็คิดซะว่า "ช่างมัน เราเพื่อนกัน"
    ข้อดีของแต่ละคนก็เห็นอยู่ แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
    เรื่องดีๆที่เกิดขึ้นกับแต่ละคน สำหรับเราแล้ว..
    มันก็เหมือนกับค่อยๆหยอดกระปุกสะสมความประทับใจนั่นแหละ
    ทุกวันๆมันก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นๆ กลายเป็นเหตุการณ์มากมายในความทรงจำ



    อืม.. มันก็น่าแปลกเนอะ
    ที่คนเรามักจะเลือกพูดเรื่องแย่ๆที่ทำร้ายความรู้สึกคนฟัง
    มากกว่าที่จะพูดในสิ่งดีๆของกันและกัน
    เหอๆ พูดเหมือนตัวเองไม่ทำ
    เปล่าเลย เราก็เป็นคนนึงที่ยังทำแบบนั้นอยู่
    เพราะงั้นถึงบอกว่า "แปลก" ยังไงล่ะ



    ส่วนไดของคนอื่นๆ
    เราก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างอ่ะนะ
    ไม่อยากเดาเอาเองกลัวเข้าใจผิดๆแล้วจะยิ่งเสียอารมณ์กันซะเปล่าๆ
    ช่วงนี้ปล่อยวาง
    หากมีใครอยากบอกอะไรก็บอกมาได้ เรายินดีรับฟังเสมอ
    ไม่พอใจอะไรเราอยากบ่น ก็บ่นได้เช่นกัน
    หากปรับได้ ก็จะปรับให้
    แต่หากปรับไม่ได้ เราก็จะพยายามหลีกเลี่ยงให้ละกันนะ ^^




    * อัพเองงงเอง นี่เราอยากพูดอะไรกันแน่เนี่ย???

    * บอกแล้วว่า อัพแบบไม่ได้มีประเด็นในหัว ก็คงได้ประมาณนี้แหละ

    * ตอนนี้กำลังมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจอีกเรื่อง ถ้าตัดสินใจว่าจะทำแน่นอน ทุกคนก็คงจะได้เห็นเร็วๆนี้

    * ยังคงเศร้ากับเผือกอยู่ T-T ทำไมถึงทำกับช๊านด้ายยยย

    * ทำไมเวลาพูดต่อหน้าถึงได้ชอบหลงประเด็นอยู่เรื่อยนะ

    * ช่วงนี้รู้สึกจ้องหน้าใครตรงๆไม่ค่อยได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร

    * หากย้อนเวลากลับไปได้ จะเลือกทำในสิ่งที่เคยทำมามั๊ย? คำตอบของเรา สั้นๆง่ายๆ "ทำ"

    * ยิ่งห่างกันนานวันเข้า ก็ยิ่งรู้สึกถึงช่องว่าง ถึงเวลาพูดคุยกันมันจะรู้สึกเหมือนไม่มีอะไร แต่พออยู่คนเดียวทีไร ก็อดรู้สึกไม่ได้ทุกที อยากย้อนเวลากลับไปสมัยที่เราเพิ่งเริ่มคบกันจัง ความจริงหากเลือกได้เราก็ไม่อยากต้องห่างกันเลย ขนาดไม่กี่เดือนยังรู้สึก นี่ตั้ง 3 ปี มันจะไปเหลืออะไร

    * มีคนตั้งมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่สุดท้ายแล้วที่เหลืออยู่อาจจะมีเพียง "ความว่างเปล่า" ก็เป็นได้

    * เบื่อ

    * สุดท้ายเราก็ยังคงเป็นตัวเรา

    * ไม่ได้ตั้งใจอัพเรื่องเครียด (อีกแล้ว) แต่เห็นทุกคนเครียดกัน มันก็เลยเผลออัพอะไรเครียดๆตาม

    * ไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้อาจจะมาอัพเรื่องใหม่ (ที่สดใสกว่าเดิม)




    July 18

    เรื่องเล่าตอนนี้




    ช่วงนี้ "แขนขวา..ไม่สบายยยย!!"
    โฮกกกก เศร้าได้อีก
    ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าเริ่มปวดข้อศอกมาตั้งแต่เมื่อไหร่
    คลับคล้ายคลับคลาว่า น่าจะเป็นตั้งแต่วันที่เราหอบหิ้วดิคหลายกิโลไปห้องสมุดวันนั้น
    แย่มากเลย งอศอกไม่ค่อยได้..ปวด
    คิดสภาพเวลาใส่เสื้อ ถอดเสื้อสิ..ฮือออ...ทรมานได้อีก!!
    แถมแค่นี้ยังไม่หมด
    นับตั้งแต่เริ่มสอบอาทรเป็นต้นมา (วิชาการอ่านเรื่องสั้น)
    เราก็ปวดนิ้วจนไม่อยากจับดินสอเขียนอะไรอีกแล้ว
    เขียนข้อสอบจนกล้ามนิ้วขึ้น
    ปวดข้อนิ้วชะมัด!!!
    เฮ่อ..สงสัยต้องดูแลน้องแขนขวาซะหน่อยแล้ว
    ท่าทางจะปล่อยปละชีเกินไป ถึงได้มาประท้วงกันอย่างนี้
    ฮึ่ยย มันช่างเจ็บปวดทรมานยิ่งนัก (อ๊ากกกก)



    ตอนนี้นับได้ว่า เราผ่านการสอบมิดเทอมไป 5 ใน 6 วิชาแล้ว
    ถึงแม้ว่า ไอ้ 5 วิชาที่ว่าเนี่ย มันจะมีการสอบย่อยๆปะปนอยู่มากมายก็ตาม
    แต่ยังไงก็ถือได้ว่า..วิชาที่หวั่นใจและหนักใจทั้งหลายแหล่ได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว
    เยี่ยม!! ค่อยหายใจได้โล่งหน่อย
    วิชาสุดท้าย อีก 2 วัน (พรุ่งนี้กะวันศุกร์ / ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องย่อยสอบมันแทบทุกวิชาด้วย)
    เป็นวิชาที่ "ไม่ได้เก่ง" แต่ก็ "ไม่เครียด"
    สอบเขียนเรียงความภาษาญี่ปุ่น
    หัวข้อที่คาดว่าจะสอบก็คงเป็น.."สุภาษิตไทย" นี่แหละ
    รอลุ้น (เหมือนเดิม) ว่าจะได้หัวข้อไหน



    อืม..จะว่าไป วิชาเรียงความปีนี้ เรารู้สึกว่าอาจารย์คิดหัวข้อกันสร้างสรรค์โคตรๆ
    ตั้งแต่ คำพูดที่ชอบ
    รักแรกของคนรู้จัก
    สำนวนสุภาษิตไทย(หนีเสือปะจระเข้)
    ของที่กำลังฮิตในตอนนี้..ฯลฯ
    ความสร้างสรรค์เต็มสิบถีบหัวข้อเรียงความปีที่แล้วทิ้งไปได้ลิ่วๆเลย
    แหม ก็ดูหัวข้อปีที่แล้วสิ..
    แนะนำตัว ครอบครัวของฉัน ฉันกับภาษาญี่ปุ่น คุณครูของฉัน..เป็นต้น
    เหอๆ หัวข้อหน่อมแน๊มโคตรๆ
    แต่..นะ มันก็ทำเอาเราได้แมวตัวโตๆมาเลี้ยงไว้ดูเล่นเพิ่มอีกตัวแระ ชิๆ เซ็ง



    ช่วงนี้ชอบฝันอะไรหนักหน่วงยังไงบอกไม่ถูก
    ตั้งแต่ช่วงไปรับน้องกลับมาแระ
    รู้สึกเหมือนกับไม่ค่อยได้หลับเต็มๆเท่าไหร่
    อย่างล่าสุดก็ฝันถึงเรื่องไล่ฆ่ากัน..แบบสยดสยอง!!!
    คิดดูสิว่ามันเป็นความทรมานใจแค่ไหน
    ปกติก็ไม่ดูหนังแบบนี้อยู่แล้วด้วย
    แต่นี่มันเหมือนกับเป็นการบังคับให้ดู
    แถมเป็นฝันที่ยาวนาน ไม่มีการสะดุ้งตื่นกลางเรื่องอีกด้วย!!
    เหนื่อยมากๆ ตั้งแต่ เห็นคมมีดค่อยๆกดกรีดไปตามใบหน้าของเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่น ทีละแผล..ทีละแผล..
    ฉากกระซวกไส้ที่ค่อยๆสาวออกมา ใบหน้าที่เจ็บปวดของเหยื่อ ความทรมานที่ถึงอยากตายก็ตายไม่ได้..
    โอยย ภาพยังติดตาอยู่เลย แย่ชะมัด!
    ไม่เข้าใจจริงๆว่าเราไปทำอะไรมา ถึงได้เก็บไปฝันเป็นตุเป็นตะขนาดนั้นเลย
    หวังว่าคืนนี้จะนอนหลับได้อย่างสนิทใจซักคืนเถอะ..เพี้ยงงง



    ติดการ์ตูนทำไงดี?!
    เรื่องล่าสุดที่กำลังติดงอมแงมในตอนนี้คือ "7 seeds"
    อีกหนึ่งการ์ตูนหนักๆที่ทำร้องไห้ไปเรียบร้อยแล้วกับเล่ม 8 (T-T)
    ก่อนหน้านี้ก็ชอบบ้าง เบื่อบ้างเป็นพักๆ
    แต่พอมาเริ่มที่เล่ม 7 นี่สิ แบบว่า ไม่ไหวแล้ว หลงรักตัวเอกของเรื่องที่เล่มนั้น
    จากนั้นเลยเกิดอาการติดงอมแงม
    เมื่อไหร่เล่ม 9 จะออกซะทีน๊า???
    (เหอๆ ได้ข่าวว่า เล่ม 8 เพิ่งจะออกมาเอง)
    รออ่านกันต่อไป..



    เรื่องเครียดๆของครั้งก่อนๆที่อัพไป
    มาถึงตอนนี้มันก็เหมือนจะหายไปนับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคอมเม้นท์ของไอ้ฮุ่ง
    จำได้ถึงความรู้สึกตอนที่นั่งฟังเพลง close to you แล้วก็น้ำตาซึมอยู่หน้าคอมไปด้วย
    จากนั้นก็ได้คุยกับคนโน้นคนนี้มากมายทำให้สบายใจขึ้น
    รวมถึงช่วงนี้ได้อยู่กับเพื่อนๆเยอะขึ้น รู้สึกดียังไงบอกไม่ถูก
    เชนทักว่า..เรื่องเครียดที่ว่าเป็นเรื่องความรักหรอ?
    อืม..มันไม่เชิงเป็นเรื่องความรักหรอก
    เราว่ามันเป็นเรื่องความหึงหวงมากกว่า
    (เอ๊ะ ปกติเค้าใช้คำนี้กับเพื่อนได้รึเปล่านะ?)
    แต่นั่นแหละ ความรู้สึกมันคืออารมณ์ประมาณนั้น
    แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันดูเงียบสงบไปแล้วจริงๆ
    แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เงียบแบบพร้อมจะหายไป หรือรอวันปะทุขึ้นมาใหม่
    เฮ่อ..รอดูกันต่อไป
    (แต่ ถ้าถามว่าเลิกคิดรึยัง เราก็คงต้องบอกว่า "ยัง"
    เรื่องของความรู้สึก มันคงไปห้ามหรือบังคับอะไรมันไม่ค่อยได้
    ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกของเรา หรือของใครก็ตาม
    สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ก็คงจะเป็นการพยายามทำความเข้าใจแล้วก็ทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
    เฮ่อ..บททดสอบครั้งนี้ช่างยากเย็นยิ่งนัก!)





    * ทำไมช่วงนี้ถึงฝนตกถี่ยิบขนาดนี้เนี่ย?? น่าเบื่อจริงๆ เห็นแล้วหงุดหงิดใจชะมัด ฮึ่ยๆ แย่ๆๆๆ

    * พักนี้รักเพื่อนอ่ะ รักมากเป็นพิเศษ

    * รักผึ้ง..ช่วงนี้แค่เห็นหน้าผึ้งก็สบายใจแล้ว แต่ไม่ค่อยได้นั่งคุยนานๆ คิดถึงจัง (อ้อ เราก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชินเวลาคุยโทรศัพท์กะผึ้งอยู่ดีนั่นแหละ.."ค่ะโฟ่..โฟ่อยู่ไหนแล้วคะ? ตอนนี้ผึ้งกำลังทำอย่างนี้อยู่ค่ะ.." ฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ เหมือนตัวเองเป็นผู้ปกครองยังไงบอกไม่ถูก แต่ฟังๆไปมันก็ฮาดีนะ หึๆ)

    * รักโนะ..เทอมนี้ทั้งเทอม ถ้าเราไม่มีโนะอยู่ข้างๆ เราคงหงอยตาย รู้สึกดีที่อย่างน้อยหันไป ก็ยังรู้ว่ามีใครซักคนอยู่ข้างๆ ไว้คราวหน้าจะเลี้ยงขนมปังใหม่นะโนะ (ฮา)

    * รักพลอย..หลายๆครั้งที่กำลังรู้สึกแย่จนถึงขีดสุด คำแนะนำของแกมักจะช่วยให้ชั้นรู้สึกดีขึ้นได้ ถึงจะไม่ค่อยได้คุยกัน แต่เวลามีอะไรเราก็ยังอยากเล่าให้แกฟังอยู่นะ คิดถึงแกเหมือนกัน

    * รักเขม..เทอมนี้รู้ตัวเลยอ่ะ ว่าเราพึ่งเขมเยอะมาก ไม่ได้ไม่ดีอะไรก็โทรตามตลอด รู้สึกขอโทษแล้วก็ขอบคุณมากๆจริงๆ ถ้าไม่มีเขมเราคงแย่เหมือนกัน จากนี้ก็คงยังต้องพึ่งพาเขมต่อไป ขอฝากตัวด้วยนะคะ (onegaishimasu~~)

    * รักอัน..ระยะหลังๆมานี้ได้เม้าท์กะอันเยอะ บางทีเราอาจจะได้คุยเรื่องของตัวเองให้อันฟังมากที่สุดในกลุ่มเลยก็ได้ น่าแปลกเนอะ ทั้งๆที่อยู่กันคนละเอก แต่ไม่รู้สิ..เรารู้สึกว่า เราได้คุยกับอันมากกว่าทุกคนที่คบกันอยู่ในช่วงนี้เลย หลายๆเรื่องที่คิดว่าคงไม่บอกใคร แต่ไม่รู้ทำไมเวลาคุยกับอันทีไรก็เผลอพูดออกไปหมดทุกที คงอย่างที่เคยเขียนไว้ในไดอารี่เมื่อนานมาแล้วล่ะมั๊ง ที่ว่า.."อยู่ใกล้อันแล้วรู้สึกเหมือนมีพี่สาว" อืม จากนี้ต่อไปก็คงมีเรื่องไปบ่นให้อันฟังอีกเยอะแยะเลย รวมถึงพวกเรื่องบ้าบอเราก็ชอบเม้าท์กะอันเหมือนกันนะ อย่างที่อันพูดนั่นแหละ "ไม่รู้ทำไม ไม่ได้ตั้งใจจะโทรคุยนานๆ แต่รู้ตัวทีไรก็เผลอคุยกันยาวไปแล้วทุกที" เราก็รู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน..รักอันนะจ๊า ^v^ ("ความจริงเราก็ไม่รู้จะพิมพ์อะไรถึงอันเหมือนกัน แต่รู้ตัวอีกทีมันก็พิมพ์ยาวเยื้อยไปซะแล้ว")

    * รักแอม..เราก็ยังคงรักแอมมากกกกกก เหมือนเดิม แต่เพราะอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่ ได้คุย หรือไปไหนมาไหนกับแอมเหมือนเมื่อก่อน ถ้าพูดตามตรงก็คงต้องบอกว่า "เหงา" บางครั้งไปเที่ยวกับเพื่อนเยอะๆ เราก็รู้สึกว่ามันก็มีความสุขดีอยู่หรอก แต่..บางทีเราก็อยากไปกับแอมแค่สองคนเหมือนกัน พูดแบบนี้ดูเอาแต่ใจตัวเองเนอะ แต่จะทำไงได้ ความที่มันห่าง บางครั้งมันก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่า "ช่วงเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกัน มันคงจะหาไม่ค่อยได้อีกแล้ว" พอรู้สึกอย่างนี้ทีไร ก็จะเริ่มจิตตกทุกที ตอนนี้ก็แค่กำลังพยายามทำตัวให้ชินที่ไม่ได้มีแอมอยู่ข้างๆตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อน เริ่มรู้สึกว่าความกังวลบ้าๆบอๆของเรากำลังจะกลายไปเป็นภาระสำหรับแอมไปซะแล้ว แต่เราก็ยังคงรู้สึกดีทุกครั้งเวลาที่ได้เจอหรือได้คุยกับแอมนะ แอมก็เป็นอีกคนที่เวลาเราเจอแล้วก็อยากเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟังเยอะๆ อืม..ถ้าถามว่า "ทำไม" เราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงติดแอมขนาดนี้ แอมมาแอบวางยาเสน่ห์อะไรใส่เรารึเปล่าเนี่ย..ห๊า?? นั่นแหละ สรุปว่า..รักแอมนะจ๊า.. (งืมม ว่าแล้วเลยรู้สึกอยากกอดแอมขึ้นมาเลย..เหมือนเป็นโรคจิตเลยวุ้ย -"-)

    * ไม่ได้จะตั้งใจฝากฝังถึงใครนะเนี่ย แต่ดันเขียนซะยาวเชียว

    * อ้อ! เราไม่ได้จัดลำดับความสำคัญนะ ว่ารักมากรักน้อย แค่มีเรื่องที่อยากบอกแต่ละคนไม่เท่ากันก็เท่านั้นเอง

    * ความจริงวันนี้เราตั้งใจจะอัพเรื่องเรื่อยเปื่อยบ้าๆบอๆนะ ไหงมันมาประเด็นนี้ได้เนี่ย???

    * ปวดข้อศอกขวาชะมัด การงอแขนนั่งพิมพ์นานๆนี่มันก็ทรมานเหมือนกันนะ

    * อยากปิดเทอมแล้ว ไม่อยากจับดินสอเขียนงานไปมากกว่านี้อีกแล้ว

    * ได้ข่าวว่าสอบพรุ่งนี้ ตอนนี้กำลังจะตี 1 แล้ว หนังสือยังไม่ได้เริ่มอ่าน

    * หึๆ ให้ตายเหอะ ไปอาบน้ำนอนดีกว่า..บาย ฝันดีนะทุกคน (หวังว่าคืนนี้จะไม่ฝันร้ายยย ><)
    July 04

    เรื่องงี่เง่าของเราเอง



    ยิ้มน่ะ แค่ยกมุมปากขึ้นใครๆก็ทำได้
    แต่จะมีซักกี่คนที่จริงใจกับทุกๆรอยยิ้มที่ส่งออกมา
    แล้วตัวเราเองล่ะ จริงใจแค่ไหนที่ยิ้มส่งให้ไป?!


    คนที่ไม่ชอบสุดท้ายก็ต้องไม่ชอบต่อไปเรื่อยๆจริงๆหรอ?


    เหมือนปัญหางี่เง่าที่คนหนึ่งคนไม่ชอบคนอีกหนึ่งคนด้วยเหตุผลโง่ๆ
    แล้วในเมื่อบอกว่าเป็นปัญหางี่เง่า..

    มีใครบอกได้บ้างว่าตัวเองไม่เคยเกลียดขี้หน้าใครด้วยเหตุผลแบบนั้นเลย


    เรื่องใหญ่คับฟ้าของเรา..
    อาจจะเป็นเพียงเรื่องขี้ผงของคนอื่นก็ได้



    การเป็นฝ่ายรักมากกว่านี่มันเหนื่อยนะ


    ทำไมต้องไปแคร์คนที่เค้าไม่แคร์เราด้วย


    ความใส่ใจ เรื่องเล็กๆที่บางครั้งก็กลายเป็นเรื่องใหญ่


    ความรู้สึก เรื่องใหญ่ที่หลายคนมองข้าม


    ความพอดีของชีวิต..ความจริงแล้วอยู่ที่ตรงไหนกันแน่?


    หากรู้ว่าถึงจะไล่ตามต่อไป แต่สิ่งที่รออยู่ปลายทางคือความว่างเปล่า..
    อย่างงี้แล้ว..เราควรจะไขว่คว้าต่อไป..
    หรือปล่อยวางแล้วหยุดไว้เพียงแค่นี้ดี?



    อย่ายึดติดในสิ่งที่เราไม่มีวันจะได้เป็นเจ้าของ


    no more cry


    เพื่อนชั้น เพื่อนเค้า เพื่อนเธอ..
    ปัญหางี่เง่าโลกแตก..แต่ใครบ้างไม่เป็น


    ปวดหัว ไม่อยากรู้สึกอย่างนี้อีกต่อไปแล้ว


    การแคร์ความรู้สึกของคนอื่นมากจนทำให้ตัวเองต้องเจ็บปวด..
    นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วรึเปล่า?
    แล้วหากไม่ การเอาแต่ความรู้สึกของตัวเองเป็นใหญ่..
    จนทำให้รอบข้างต้องเสียใจ อย่างนั้นจะดีแน่แล้วหรือ?



    รักใครแล้วอยากได้รับการตอบสนองกลับ
    นั่นคือความโลภรึเปล่า?



    ความเหินห่างเย็นชา..เริ่มต้นจากจุดเล็กๆเท่านั้น


    ความต้องการ
    ที่เติมไม่เคยเต็ม


    ใจที่ไม่เคยจำ


    สายตาที่ว่างเปล่า


    อ้อมกอดที่เหน็บหนาว


    ...............


    ........


    ...


    私はあなたに大好きですから、行かないでください!


    ---------------------------------------------

    หากเราอยากมีความสุขมากกว่านี้
    คงถึงเวลาที่ต้องเลิกหาคำตอบให้กับทุกคำถามในชีวิตซะที





    * ขอบคุณ และ ขอโทษ ที่ทำให้ใครหลายคนต้องมาคอยห่วง

    * คำพูดบางคำ สุดท้ายแล้วถึงอยากพูดให้ตาย แต่ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ก็สู้ปล่อยให้มันตายไปพร้อมๆกับตัวเราเองซะดีกว่า ดีกว่าทำให้คนที่เรารักต้องลำบากใจ หรือว่า เสียใจ อึดอัดใจ..เพราะเรา

    * อึดอัดใจ ที่ไม่ว่าผ่านมานานแค่ไหน เราก็ยังคงรู้สึกเล็กๆอย่างนี้ในใจทุกครั้ง

    * หากเราเลือกมองเฉพาะสิ่งที่เราอยากเห็น อาจจะทำให้ตัวเราเองมีความสุขมากกว่านี้ก็เป็นได้

    * all is up to you บางครั้งคำพูดนี้ก็ช่วยอะไรเราไม่ได้

    * คิดถึงใครหลายคน อยากย้อนกลับไปวันเก่าๆ

    * ขอโทษที่ช่วงนี้อาจจะไม่รับโทรศัพท์บ้าง

    * คิดถึงโรงเรียนจัง..

    * ทั้งๆที่ตั้งใจว่า จะไม่มาอัพ จนกว่าจะอารมณ์ดีขึ้น แต่กลับต้องแหกกฏตัวเองมาอัพซะก่อน ถึงจะหม่นไปบ้างแต่ก็ทนอ่านเอาละกันนะ

    * สุดท้ายแล้ว อาจจะได้อ่านอะไรหงึ่มๆ แบบนี้ไปอีกนานก็เป็นได้

    * บ๊ายบาย เจอกันในเร็ววันนี้
    June 30

    อยาก..




    ช่วงนี้อินกับอะไรที่เป็นดนตรีมากๆ
    ฟังเพลงบรรเลงก็นั่งร้องไห้ได้
    การ์ตูนเรื่องไหนที่เป็นเกี่ยวกับดนตรีจะอินเป็นพิเศษ
    (ตอนนี้ชอบ เรื่อง วัยกระเตาะ ตึ่ง ตึง ตึ๊ง & Nodame Cantabile มากๆ ลองไปหาอ่านดูนะ
    สำหรับ Nodame เรามี Anime ด้วย ขอบอกว่า เพลงเพราะมากจริงๆ
    ดูแล้วเคลิ้มไปด้วยเลย.. ว่าแล้วเลยอยากไปนั่งดูอีกซักรอบ)



    กลับไปนั่งรื้อเพลงเก่าๆที่ชอบขึ้นมานั่งฟัง
    ฟังกี่ทีก็ยังชอบอยู่เหมือนเดิม
    ก็..นะ มันคงเป็นแนวล่ะมั๊ง
    ฟังมันสิบเพลง ก็อารมณ์เดียวกันทั้งสิบเพลง (ฮา)
    นอกจากบรรดาเพลงที่ดนตรีสวยๆแล้ว
    เราก็ยังคลั่งบรรดาเพลงประกอบ anime อีกด้วย
    คงเป็นเพราะช่วงนี้ชอบอะไรที่อารมณ์ฝันๆหน่อยล่ะมั๊ง
    ก็เลยรู้สึกดี เวลาได้กลับไปหาอะไรที่เป็นโลกเด็กๆบ้าง
    โลกที่เต็มไปด้วยความฝัน และความหวัง



    พักหลังๆมานี่ เราเกิดเบื่อโลกขึ้นมาอย่างรุนแรง
    รู้สึกขยะแขยงที่ต้องออกจากบ้านไปร่วมสูดอากาศเดียวกันกับคนอื่นๆ
    เพราะงั้นก็เลยเกิดอาการกันช่องว่างขึ้น
    ช่องว่างเล็กๆระหว่างคนทุกคน
    ที่ทำให้ตัวเราเองห่างจากคนอื่นออกมา
    (อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของเราล่ะนะ)
    แต่ความจริงแล้วเป็นแค่การหนีความจริงของเราเองเท่านั้นแหละ
    เป็นเพราะเรารู้สึกกลัว..ที่ต้องเห็นคนรอบตัวค่อยๆห่างเราออกไป
    ดังนั้นเราก็เลยกันตัวเองออกมาซะก่อน..จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดมาก
    แต่ความจริงแล้ว..การทำอย่างนี้อาจจะยิ่งทำให้เราต้องเจ็บปวดก็ได้นะ



    อยากดร็อป..
    เราเริ่มไม่รู้แล้วล่ะ ว่าที่เรานั่งเรียนอยู่ทุกวันเนี่ย..มันเพื่ออะไร??
    แต่การดร็อปไม่ใช่การแก้ปัญหา
    เพราะสุดท้ายแล้วหากเราไม่รู้ว่าเราอยากทำอะไรกันแน่
    ถึงจะดร็อปไปก็เท่านั้น..เสียเวลาเปล่าๆ
    เศร้าว่ะ..ชีวิตอันมืดมน



    อยากคุยกับใครซักคนโดยไม่ต้องรีบ..
    ทุกวันนี้เจอเพื่อนก็เหมือนไม่ได้เจอ
    เศร้าใจยังไงบอกไม่ถูก
    เมื่อก่อนเรายังมีเวลาเที่ยวเล่นคุยเรื่อยเปื่อยด้วยกัน
    แต่มาตอนนี้..ต่างคนต่างก็ต้องยุ่งอยู่กับเรื่องของตัวเอง
    ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องที่บ้าน เรื่องจุกจิกอีกล้านแปด
    เวลาที่จะได้เจอหน้ากันจริงๆ คือ "ช่วงกินข้าวเที่ยง"
    แถมก็ไม่ได้เจอกันครบๆทุกวันด้วย
    แล้วเวลาที่จะได้คุยกันก็ถูกจำกัดด้วยเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง
    พอต้องเจออย่างนี้ทุกวันก็เลยรู้สึกเหมือนสูญพลังชีวิตไปยังไงบอกไม่ถูก
    ก็จริงที่ว่า..เราโตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆที่ต้องมีเพื่อนไปกินข้าวด้วยกันทุกวัน
    ไปห้องน้ำก็ต้องชวนกันไปเป็นขโยง
    แต่..บางครั้งเราก็คิดนะ
    "ถ้าต้องมาเจอความรู้สึกที่โดดเดี่ยวแบบนี้..
    สู้อย่ารู้จักกับความสุขของช่วงเวลาที่เคยมีกันและกันซะเลยจะดีกว่า"




    อยากไปเที่ยว..
    เบื่อความจำเจที่ต้องเจออยู่ทุกวัน
    อยากทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ต้องอยู่ในพื้นที่เดิมๆ
    ไม่ต้องถูกจำกัดด้วยกฏเกณฑ์ต่างๆ
    ไม่ต้องกังวลกับอะไรเลย
    อยากมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าเป็นอิสระจากทุกสิ่งทุกอย่างบ้าง
    ความคาดหวังทั้งจากตัวเองและคนอื่นรอบตัว
    กลายเป็นเหมือนบ่วงรัดคอที่ทำให้เราเริ่มอึดอัดมากขึ้นทุกที..ทุกที..
    แย่นะ..ที่อยู่ๆความรู้สึกแบบนี้ก็กลับมาอีกครั้ง..
    แย่มาก..แย่จริงๆ..



    ฤดูฝน..ฤดูกาลที่ทำให้เรารู้สึกหม่นหมองมากที่สุด..





    * ไม่ได้ตั้งใจอัพเรื่องเศร้าหรือเครียดเลยนะ แต่พิมพ์ๆแล้วมันก็กลายเป็นอย่างนั้นไป

    * แต่ช่วงนี้เราหมกมุ่นอยู่กับความต้องการของตัวเองจริงๆนั่นแหละ โลกไม่ได้หมุนเข้าหาเรา แต่เราก็ไม่อยากกระโจนเข้าสู่กระแสของโลกเหมือนกัน ขอทำทุกอย่างอย่างตามใจตัวเองที่สุด อยากจะเอาแต่ใจตัวเองให้มากที่สุดซักครั้ง ก่อนที่เราจะต้องเป็นใครคนหนึ่งที่ต้องเดินไปตามเกมที่พระเจ้าวางหมากเอาไว้เหมือนๆกับคนอื่นรอบตัว

    * ช่วงนี้พายุเข้า ไปไหนระวังตัวกันไว้นะทุกคน นัทโทรมาเล่าให้ฟังว่า เพื่อนสมัยม.ปลายของเราคนนึง เพิ่งโดนต้นไม้ล้มทับ ซี่โครงหัก 3 ซี่ แถมกระดูกข้อต่อยังเคลื่อนอีกตะหาก น่ากลัวมากๆ ใส่ใจความปลอดภัยของตัวเองกันหน่อยนะ เราเป็นห่วง

    * ทำไมชีวิตคนเราถึงไม่ง่ายๆเหมือนในการ์ตูนบ้างนะ??

    * อาม่าออกจากโรงพยาบาลแล้ว นอนแค่ 10 กว่าวัน เสียตังค์ไป 7 หมื่นกว่าบาท ฟังแล้วปวดหัวเลยทีเดียว..

    * แต่เอาเหอะ อาม่าแข็งแรงขึ้นก็ดีแล้ว หวังว่าอาม่าจะหายป่วยจริงๆซะที (เพี้ยงๆ)

    * ระยะหลังๆเราไม่ค่อยได้เข้ามาอัพซะเท่าไหร่ เป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยว่าง แต่เราก็ได้อัพไดเล่มๆของเราทุกวัน การได้นั่งเขียนไดบนเตียงของตัวเองเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน ท่ามกลางแอร์เย็นฉ่ำ มันเป็นความรู้สึกที่ดีจริงๆนะ

    * คิดว่าความรู้สึกต่างๆที่กระหน่ำเข้ามาในช่วงนี้ คงจะหายไปพร้อมกับสายฝนนั่นแหละ.. แต่กว่าฤดูกาลนี้จะผ่านไป ก็ท่าทางจะอีกยาว เพราะงั้นเราก็คงยังต้องตกอยู่ในห้วงอารมณ์ประหลาดๆแบบนี้กันต่อไป

    * คิดถึงทุกคนจริงๆ อยากกอดแน่นๆ นานๆ ไม่อยากปล่อยมือเลย

    * ไว้เจอกันเมื่ออารมณ์ดีๆของเรากลับคืนมา..บาย

    May 27

    แอบมาอู้ (>~<)



    คำเตือน

    ไดเราวันนี้อ่านแล้วต้องปรับอารมณ์ตามให้ไวหน่อยนะ
    เพราะเราเปลี่ยนเรื่องได้แบบรวดเร็วมาก
    เตือนไว้ก่อนเดี๋ยวจะปรับฟีลกันไม่ทัน (^v^)





    ..อากาศร้อนๆตอนบ่ายๆ กับวันสุดท้ายที่เธอลาปายยยยยย..



    หึๆ สงสัยล่ะสิ ว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่
    เปล่าเล๊ยยย เราแค่อยากจะมาบ่นเฉยๆ ว่า..
    "ร้อนโว้ยยยยย"
    โอ้วว แม่เจ้า จะร้อนไปไหนเนี่ย?



    อากาศอย่างนี้ ทำให้หมดกำลังใจทำอะไรไปกว่าครึ่ง
    แน่นอนรวมไปถึงการอ่านโต๊ะโตะจังด้วย
    (เปล่านะ เราไม่ได้อู้ เราเปล่านะ..เปล๊า!!!)



    ชักอิจฉาพวกผู้ชายหน่อยๆเหมือนกัน
    ที่พอร้อนก็ถอดเสื้อเดิน..ตา..กลม..ตาก..ลม..กันได้
    ได้ยินมั๊ย "อิจฉาว้อยยย อิจฉาว้อยยยยย"
    แต่ก็นะ..จะให้ทำบ้าง ก็กลัวจะโดนหาว่าทำอนาจาร
    ก็เลย..นะ อย่าดีกว่า นั่งทนร้อนต่อไปอย่างนี้แหละดีแล้ว



    แหะๆ แล้วก็สงสัยกันอีกล่ะสิ
    ว่าวันนี้เรานึกเพี้ยนอะไรมานั่งบ่นเรื่องร้อน
    เหอๆ..ก็บอกแล้วแต่ต้นว่า.."แอบมาอู้ง่ะ"
    อ่านโต๊ะโตะจังไม่รู้เรื่องเลย (โฮกกกก)
    ไม่ใช่ว่ายากจนอ่านไม่ได้นะ
    แต่มันร้อนจนไม่มีสมาธิอ่านอ่ะ (ToT)
    แถมอ่านๆไปก็แอบง่วงหงาวหาวนอนเป็นระยะๆ
    ก็เลยเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งอัพไดแทนดีกว่า
    (เฮ้ยย ข้างนอกฝนตกง่ะ!!!)



    พักหลังๆมานี้เนื่องจากติดโน่นติดนี่
    ทำให้ไม่ค่อยได้มาอัพอะไรเพ้อๆในไดซะเท่าไหร่
    หึๆ คิดว่าคงมีผีไดหลายๆคนที่แอบเหงากันไปตามๆกัน
    เพราะไม่มีอะไรมาให้อ่าน (^--^)
    แต่นี่ไง ไหนๆก็จะเปิดเทอมแล้ว ขอซะหน่อยละกัน
    ถือว่าพักเบรคจากโต๊ะโตะจังชั่วคราว
    (อัพเสร็จก็จะกลับไปนั่งแปลต่อแระ (T^T))



    ช่วงที่ผ่านมาส่วนมากเวลาอัพเราก็อัพแบบบรรยายให้ฟังเนอะ
    ว่าวันไหนไปทำอะไรมา ไปเจอใคร มีอะไรยังไง
    แต่พออ่านที่ตัวเองอัพหลายๆวันติดๆกันเข้า
    ก็รู้สึกว่า..เบื่ออ่ะ..
    ทำไมมันไม่มีอะไรแปลกใหม่เลยเนี่ย???
    แต่ก็แค่คิดแหละ เพราะเราก็ไม่มีอะไรแปลกใหม่มาอัพอยู่ดี (แป่วว)
     


    ตอนนี้สติสตังเริ่มกลับมาอยู่กับตัวแล้ว
    หลังจากที่ปล่อยให้กระเจิดกระเจิงไปอยู่เป็นอาทิตย์
    อาจเป็นเพราะว่าได้กลับมาเขียนไดอีกครั้งด้วยล่ะมั๊ง
    (หมายถึง ไดเล่มๆของเรานะ ไม่ใช่สเปซ)
    ก็เลยเหมือนได้จัดระบบความคิดตัวเองใหม่อีกครั้ง
    ได้ทบทวนอะไรหลายๆอย่าง
    รวมถึงได้คุยกับใครหลายๆคน
    ทำให้รู้สึกเหมือนได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นออกไปบ้าง
    ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่กับตัวก็คืออารมณ์กิ๊กกั๊กเล็กน้อย
    แต่ไม่ได้เป็นมากขนาดทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว
    รู้สึกดีขึ้นแยะจริงๆนะเพื่อนฝูง (^o^)



    พออัพๆเลยชักรู้สึก
    สงสัยช่วงนี้เราจะเข้าสู่ช่วงอารมณ์เปลี่ยว
    อยากมีอารมณ์รักกับเค้าบ้าง
    (รักแบบรักได้อ่ะ เข้าใจป่ะ??)
    จะได้รู้สึกชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาอีกนิด
    แต่เราไม่อยากได้ใครก็ไม่รู้มารักเรานะ..แบบว่าเรากลัวอ่ะ!! (>~<")



    เหอๆ เพื่อนฝูงงง วันนี้ไอ้โฟ่มาแปลก
    มาเพื่อเพ้อจริงๆ!! (-"-)

    (แหม..นานๆที ตามใจเราหน่อยละกัน (โฮะๆๆ))



    ระยะหลังๆมานี้ บางทีเราก็คิดนะ ว่า..
    สิ่งที่เราเข้าใจว่าคนอื่นเป็นเนี่ย
    จริงๆแล้ว มันเป็นจริงๆอย่างที่เราเข้าใจรึเปล่า?



    เหตุผลที่อยู่ๆก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมา
    เป็นเพราะว่าเราคิดในมุมของคนอื่นที่มองเราไง
    สิ่งที่เค้าคิดว่าเราเป็น
    บางทีอาจจะไม่ใช่เลยแม้แต่น้อยก็ได้



    คุณจะแน่ใจได้แค่ไหน
    ว่าสิ่งที่คนรอบตัวคุณกำลังแสดงให้คุณเห็นนั้นน่ะ
    เป็นตัวตนของเค้าจริงๆ ไม่ใช่เป็นเพียงการแสดง!!



    บนโลกกลมๆใบนี้
    จะมีคนซักกี่คนที่รู้จักและยอมรับตัวตนจริงๆของกันและกันได้
    การจะยอมรับใครให้ได้ทั้งหมดอย่างที่เค้าเป็น
    มันต้องอาศัยความใจกว้างอย่างมากเลยนะ
    เฮ่อ..มันเป็นเรื่องยากจริงๆ
    ที่จะทำความเข้าใจใครซักคนนึง
    เพราะหากเค้าไม่เปิดใจกับเรา
    สุดท้ายแล้ว เราก็จะรู้จักเค้าแค่ในด้านที่เค้าต้องการให้เราเห็นเท่านั้น



    เราไม่ชอบคำพูดที่ว่า "ทำไมถึงไม่เข้าใจกันซะบ้าง"
    เพราะเราคิดว่า ตัวเราเองเป็นคนที่ใส่ใจในคนรอบข้างมากถึงมากที่สุด
    เพราะงั้นเวลาได้ยินคำพูดในทำนองนี้ทีไร
    เราก็จะรู้สึกฉุนกึกในใจทุกครั้ง
    อยากจะตอกหน้ากลับไปแรงๆซักครั้ง ว่า..
    "แล้วทีตัวเองล่ะ มาทำเป็นพูดว่าอยากให้คนอื่นเข้าใจ
    แต่ทำไมถึงไม่แสดงมันออกมาให้เห็น?!"




    แต่บางครั้งมันก็ทำอย่างนั้นไม่ได้
    เพราะสิ่งที่เค้าต้องการเค้าก็แสดงออกมาแล้ว
    เพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความรู้สึกของเรา
    ทำให้เราไม่สามารถตอบสนองให้ได้
    จนกลายเป็นความอึดอัดใจระหว่างทั้งสองฝ่าย..



    ก็อย่างนี้แหละ..มนุษย์มักจะเห็นแก่ตัวเสมอ
    เราเองก็เช่นกัน
    ถึงภายนอกคนจะมองว่าเราใจดี ใจกว้าง หรืออะไรก็ตามแต่
    แต่สุดท้ายแล้ว หากมันไม่ไหวจริงๆ
    เราก็ต้องปกป้องตัวเราเองเอาไว้ก่อน..
    ถึงแม้ว่าวิธีการที่เราเลือกมาป้องกันตัวเองนั้นจะทำให้ใครคนอื่นต้องเสียใจก็ตาม



    (ฟังดูแล้ว "ใจร้าย" เนอะ
    ไม่ค่อยอัพอะไรน่าปวดหัวมานานแล้ว
    ขอซักหน่อยละกัน..แบบว่าอยากอ่ะ (^o^))

     

    การทำให้ใครซักคนรักในตัวเรา..เป็นเรื่องที่ยากนะ
    ความรู้สึกของคนอาจจะเริ่มต้นจากปัจจัยอะไรที่หลายหลาก
    แต่เมื่อรู้จักแล้วจะทำยังไงให้เราได้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นแค่คนรู้จัก
    นี่สิที่เป็นเรื่องน่าปวดหัวยิ่งกว่า



    คนสองคนที่ไม่เคยรู้จักกัน
    ค่อยๆมาเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
    ค่อยๆปรับตัวเข้าหากัน
    ก่อเกิดความรู้สึกดีๆระหว่างกันและกัน
    ความสัมพันธ์ที่งอกเงยจากคำว่า คนแปลกหน้า มาสู่ คนรู้จัก และกลายเป็นคำว่า "เพื่อน"
    มิตรภาพที่บางครั้งเราก็คิดนะว่ามันเป็นเพราะ "โชคชะตา" ที่ทำให้ใครต่อใครได้มารู้จักกัน
    จะมีใครคิดแบบเราบ้างมั๊ย? ว่า..
    ความรักระหว่างพ่อแม่พี่น้องรวมถึงเพื่อนฝูงเนี่ย..
    ก็เป็นเรื่องที่ "โรแมนติก" เหมือนกันนะ

     

    คนบางคนอาจจะใส่ใจกับ "รัก" ที่เป็นรักหนุ่มสาว
    จนลืมใครหลายต่อหลายคนไว้ข้างหลัง
    ทำตัวราวกับว่าโลกนี้มีเพียงสองเราเท่านั้น
    อืม..ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่จะทำอย่างนั้น
    (ก็คนมันรักนี่นา..จะให้ทำยังไง จริงมะ?)
    แต่เราก็รู้สึกเสียดายนะ
    เราคิดว่าโลกนี้มันมีอะไรที่มากกว่านั้น
    คนเราต้องการปัจจัยมากมายในการดำรงชีวิตที่นอกเหนือจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "แฟน"
    แต่คนหลายคนกว่าจะรู้ตัวก็อาจจะเสียคนรอบตัวมากมายไปแล้ว
    เพื่อแลกกับแฟนที่ไม่ได้ดั่งใจหนึ่ง (หรือหลาย) คน
    บางทีเราก็ไม่เข้าใจนะ ว่านั่นน่ะมันคุ้มกันแล้วหรอกับสิ่งที่ต้องเสียไป



    แต่ก็..นะ
    ตอนนี้ตัวเราเองอาจจะยังไม่พร้อมที่จะต้องไปแลกอะไรอย่างนั้นก็ได้
    ถึงได้มองว่ามันเป็นเรื่องของความ "คุ้ม" หรือ "ไม่คุ้ม"
    แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังรู้สึกว่า..
    การมองโลกด้วยสายตาปลงๆแบบเรา มันก็ทำให้เห็นอะไรเยอะดี
    ถึงสิ่งที่เรามองบางครั้งไม่ได้มาจากประสบการ์ณตรงก็เหอะ
    แต่ตัวอย่างมากมายก็มากพอจะให้เรารู้อะไรในโลกมากขึ้นอีกแยะ (จริงๆนะ)


     

    มีใครรู้บ้างว่าเราเป็นคนขี้หวง
    ไม่พูด ไม่แสดงออก ไม่ได้หมายความว่า "ไม่คิด"
    บางครั้งเราก็เป็นนะกับคนที่เราคิดว่าสำคัญ
    เราก็มักจะหวงช่วงเวลาที่มีกันและกันไว้



    อย่างที่หลายคนก็คงรู้อยู่แล้ว
    ว่าเราเป็นพวกชอบคิด
    บางสิ่งคนอื่นไม่ได้สนใจ ไม่ได้คิด
    แต่เรามักจะเก็บมาคิดเสมอๆ



    เหมือนกับคำพูดติดปากที่เราชอบพูด
    "อยากหยุดเวลาตรงนี้เอาไว้ อยากให้เรามีเราตลอดไป"
    เราพูดแล้วเราก็คิดอย่างนั้นจริงๆนะ
    กับคนสำคัญทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต



    เหตุผลเพราะเรากลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตน่ะสิ
    ไม่เคยมีใครหยุดเวลาของใครไว้ได้
    ไม่เคยมีใครที่ไม่เปลี่ยน
    ความสัมพันธ์ระหว่างคนทุกคนเป็นเรื่องที่เปราะบาง
    กว่าจะทำให้เกิดความรักความเข้าใจระหว่างกันขึ้นมาได้นั้น
    แสนจะลำบาก และใช้เวลาเนิ่นนาน
    แต่การทำลายความสัมพันธ์นั้นสิกลับเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า
    คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ  ระยะทาง และเวลา..
    เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น
    หากเกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ขึ้นแล้ว
    ไม่ว่าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน
    มันก็ไม่มีทางเรียกให้ทุกอย่างกลับคืนมาได้



    เพราะงั้นที่เห็นเราพูดดีกับคนทุกคน
    พยายามสร้างแต่สิ่งที่จะกลายเป็นความทรงจำดีๆระหว่างกัน
    ก็เป็นเพราะเราไม่อยากต้องมารู้สึกเสียใจทีเหลัง
    ว่าทำไมตอนนั้นเราถึงเลือกที่จะไม่ทำ
    แล้วพวกเธอล่ะ..ได้ทำในสิ่งที่จะไม่เสียใจในภายหลังกันแล้วหรือยัง?




    * มีเรื่องอยากอัพอีกเยอะ แต่แค่นี้ก่อนดีกว่า เพราะรู้สึกว่าเยอะเกินคนอ่านคงปรับอารมณ์กันตามไม่ทัน

    * เรื่องพวกนี้ส่วนมากจะเป็นความคิดที่ได้เวลาอาบน้ำอยู่ (ฮา) แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยได้เอามาเขียนในนี้ เพราะพอจะเขียนที ก็ลืมมันไปหมดแล้วทุกที (-"-)

    * เฮ่ๆ..ตอนนี้เราอารมณ์ปกติดีนะเพื่อนฝูง ไม่ได้แดงเดือดหรือว่าอะไร เพียงแต่มันเป็นเรื่องที่คิดอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยได้พูดก็เท่านั้นเอง

    * ช่วงนี้ชอบเพลง เรื่องเดียว ของ Flure มากเลย

    * แล้วก็ชอบเพลง I won't say I'm in love มากๆด้วยเหมือนกัน (นึกออกป่าว? เพลงประกอบเฮอร์คิวลิสอ่ะ)

    * "คิดเพียงในใจ ไม่บอกใครว่ารักเธอ" 

    * อะไรเนี่ย ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะอัพสั้นๆนะเนี่ย โอ้ววว โน่ววว

    * ไปละ กลับไปสู่โลกของโต๊ะโตะจังต่อแระ

    * (เราคาดว่า ยังไงก็คงอ่านไม่ทันแล้วล่ะ เพราะงั้น เราจะเลือกอ่านเฉพาะตอนที่เราชอบ..วะฮ่าๆๆ)

    * อยากเห็นหน้าหลานจัง

    * เรามีเรื่องช็อคที่น่าหมั่นไส้..เนื่องจากเราอยากจะไปบริจาคเลือดร่วมกับเพื่อนๆฝ่ายสถานที่ ทำให้เราพยายามทำน้ำหนัก (เพราะเราน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์) แต่ปรากฏว่าเราอ้วนขึ้น โดยน้ำหนักก็ยังไม่ถึงเกณฑ์อยู่ดี..โอ้ววว โน่ววววว

    * ไปจริงๆแระ รู้สึกวันนี้ฝากฝังจะยาวเป็นพิเศษ.. ก็งี้แหละ เด็กเก็บกด อยากเขียนไดโว้ยยยยย
    May 22

    จบแล้ว




    ใจหายค่ะ..



    พูดได้คำเดียวว่า..ใจหาย..จริงๆ



    ตอนแรกที่เราไปทำฝ่ายสถานที่ในงานรับเพื่อนใหม่นี้
    บอกตรงๆว่าไปด้วยความบังเอิญ
    เพราะแรกสุดเราตั้งใจจะไปเป็นพี่เลี้ยงกับเพื่อนไลน์ของเรา
    แต่ปรากฏว่ามันดันไม่ว่างทำ
    แล้วบังเอิญผึ้งก็บอกว่าจะไปทำฝ่ายสถานที่งานรับเพื่อนใหม่
    เราก็เลย "เอาวะ ไปทำด้วยดีกว่า ไหนๆก็ว่างไม่มีอะไรทำ"



    วันแรกที่ไปประชุม
    จำได้ว่า "หลงยิมค่ะ"
    เหอๆ หาทางเชื่อมยิม 4 ยิม 5 กันไม่เจอ
    ผึ้งก็โทรหาคนชื่อเฟิร์นยิกๆ ว่ามันอยู่ตรงไหน
    (ตอนแรกเราเข้าใจมาตลอดเลยนะ ว่าเฟิร์นโตกว่าพวกเรา)



    พอไปถึงจุดนัดพบก็ต้องตกใจอีก
    ที่เห็นมีคนมากันแค่นิดเดียว
    แล้วก็ต้องตกใจอีกครั้ง
    ที่รู้ว่า "เฮดฝ่ายสถานที่ทั้ง 2 คน เด็กกว่าพวกเรา!"



    ประชุมครั้งแรกที่ตึกวิศวะ
    บอกตามตรงว่า..ตอนนั้นเรางงอ่ะ ทำไมต้องมานั่งคิดแผนอะไรกันด้วย
    นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าอะไรคืออะไร
    เพราะเราไม่รู้ไงว่าสคริปงานมีอะไรบ้าง
    รู้แค่ว่าน้องมาลงทะเบียนตั้งแต่ 3 โมง แล้วงานเริ่มประมาณ 5 - 6 โมงเย็น
    แถมวันนั้น (19.5.07) จะมีคอนเสิร์ตสุนทราภรณ์อีก
    เป็นการประชุมที่เรียกได้ว่า "เงียบที่สุดเท่าที่เคยประชุมกันมา"
    คือ..เพราะทุกคนก็เพิ่งจะเคยเจอกันครั้งนั้นเป็นครั้งแรก
    ก็เลยไม่ค่อยมีใครแสดงความคิดเห็นกันซักเท่าไหร่
    จำได้ว่ามีเฟิร์น ติ ผึ้ง เรา ที่ถกๆกันอยู่
    และแผนที่วันนั้นคุยกันก็คิอ "แผนโฟลเอาน้องเข้าสนามบอล"



    ประชุมๆกันไป..ซักพักก็มีรุ่นพี่ฝ่ายสถานที่มา
    วันนั้นมีพี่ใหม่ กับ พี่เอ๋ย ที่มากัน
    จำได้ว่า พี่เอ๋ย หน้าเด็กแต่ดูดุๆ
    (เราอ่ะแอบเกรงๆกะพี่เอ๋ย เพราะไม่แน่ใจว่าพี่เค้าคิดอะไรอยู่..
    แต่เวลาพี่เค้ายิ้มเนี่ย น่ารักมากๆเลยนะ (^o^))
    ส่วนพี่ใหม่จะดูขี้วีนกว่า แต่ฮามากๆ
    (จำได้ว่าวันนั้นพี่เค้าถามชื่อเราหลายรอบมาก เพราะจำไม่ได้ซักที
    ขนาดบอกไปว่าชื่อ "ฝน" นะนั่น เหอๆ สงสัยจะโหลเกิน)
    สรุปว่าประชุมครั้งแรก
    เราประทับใจในตัว เฟิร์น กะ พี่ใหม่ มาก
    แล้วก็รู้สึกว่า "ชักอยากจะร่วมงานจริงๆด้วยแล้วสิ"



    หลังจากนั้นก็มี สัมมนาครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2
    ก็อย่างที่เคยเล่าๆไปแล้วนั่นแหละ ว่าอะไรเป็นอะไรบ้าง
    แต่ที่ไม่ได้เล่าก็คือ..



    ทุกๆครั้งที่ทำงานร่วมกัน..
    เราก็ได้รู้จักในตัวเพื่อนร่วมงานมากขึ้นเรื่อยๆทุกครั้ง
    แล้วก็เริ่มประทับใจในตัวเพื่อนๆมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
    ถึงจะมีเรื่องที่ไม่พอใจกันบ้าง แต่พอจบงานแล้ว ทุกคนก็คือ.."เพื่อนกัน"



     


    15 - 21 พ.ค. 07 --> เวิร์คช็อป & งานรับเพื่อนใหม่


    ขอบอกว่า.."มันเป็นงานที่หนักหน่วงจริงๆ"
    มารอบนี้ เรามีเพื่อนร่วมงานหน้าใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกเยอะแยะ
    รวมทั้งพี่รุ่นเก๋าๆก็มากันเพียบอีกตะหาก
    แรงกดดันในการทำงานมีมากขึ้นทุกขณะ
    ในหัวมีแต่คำถามวนไปเวียนมา..

    งานจะผ่านไปได้ด้วยดีมั๊ย?
    เราจะโฟลน้องไปถึงจุดหมายได้ในเวลาที่กำหนดมั๊ย?
    น้องๆจะเชื่อฟังเรามั๊ย?
    เราจะทำพลาดบ้างมั๊ย?
    ฝนจะตกมั๊ย?
    เราจะโดนพี่ๆว่าบ้างมั๊ย?..

    และอีกมากมายล้านแปดคำถามที่วนไปวนมาจนต้องอัดยาก่อนนอนทุกคืน



    แต่พอเอาเข้าจริงแล้ว
    ทุกอย่างมันไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดหรอก
    เรามีเพื่อนร่วมงานที่ดี
    ถึงจะช่วยเราได้บ้างไม่ได้บ้างก็เหอะ
    แต่ทุกคนก็ทุ่มเทกันเต็มที่ (เราคิดว่างั้นนะ)
    มันเป็นอะไรที่ทำให้เราประทับใจมาก




    เรารู้ว่าทุกคนน่ะหมดสภาพไปตั้งแต่วันที่ 19 แล้ว (รับเพื่อนใหม่วันแรก)
    เพราะไหนจะต้องเตรียมสถานที่ก่อนทั้งที่ท่าพระจันทร์แล้วก็รังสิต
    แถมยังต้องมาคอยประจำจุดต้อนน้องเก็บกระเป๋ากันท่ามกลางแสงแดดแผดเผา



    (ขอบอกว่ามันแดดแบบแดดมากๆ..
    วันนั้นเราวูบไปรอบนึงหน้าหอเล็กที่เราประจำจุดอยู่
    วูบแบบยืนต่อไม่ได้ ต้องนั่งลงตรงบันได เอาหลังพิงเสา
    มือข้างนึงถือหมวกโบกไปมาให้น้องเห็น
    อีกข้างถือโทรโข่งตะโกนเรียกน้องไลน์เอ ไลน์เอฟให้มาเก็บกระเป๋า
    อยากบอกว่าทรมานมาก หายใจไม่ออก สั่นไปทั้งตัวเลย
    แต่ก็ต้องตะโกนต่อไป เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา..)



    หลังจากงานไลท์แอนด์ซาวด์ก็ต้องโฟลน้องกลับรังสิต
    แถมยังต้องกลับมานั่งประชุมกันอีกยัน ตี 5
    กว่าจะกลับถึงหอก็เกือบจะ 6 โมงกันแล้ว
    นอนก็แทบไม่ได้นอนแล้วยังต้องรีบตื่นมาโฟลน้องตอน 6 โมงครึ่งต่ออีก
    เราอ่ะรู้เลยว่าวันที่เหลือถัดๆมาในงานรับเพื่อนใหม่นี้น่ะ
    เพื่อนๆทุกคนอยู่กันได้ด้วยใจจริงๆ
    เพราะกายแต่ละคนนี่มันหมดสภาพกันไปแล้ว



    (วันที่ 20 เราเป็นลมไป 3 - 4 รอบ!! เพราะโหมงานเกินตัว
    แต่เราก็คิดล่ะนะ ว่าสิ่งที่เราทำ..หากมันแบ่งเบาเพื่อนร่วมงานเราได้บ้าง
    มันก็คุ้มแล้วล่ะกะการเป็นลมแค่ไม่กี่รอบนี้น่ะ)



    ตอนการโฟลครั้งสุดท้ายจบลง (โฟลน้องกลับหอหลังจากคอนเสิร์ตจบ)
    ตอนนั้นแอบโล่งอกนิดนึงว่า "ในที่สุดงานก็เสร็จแล้ว"
    แต่ในขณะเดียวกันก็แอบใจหาย.."นี่มันจบจริงๆแล้วหรือเนี่ย??"
    ยิ่งตอนที่พี่เจน เฟิร์น ติ ลุกขึ้นมาพูดปิดงาน
    อยากบอกว่าเกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว
    (แต่เขินอ่ะ มีแต่เพื่อนใหม่ๆเลยไม่ค่อยอยากร้องให้เห็น)
    เวลาเราพูดกับผึ้ง กะโนะ หรือกะใครก็ตามแต่ ก็ยังรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาอยู่ดี



    แต่เราก็คิดนะว่า..
    ไม่เห็นต้องร้องเลย เพราะถึงจะจบงานไปแล้ว ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะจบตาม
    ทุกๆคนถึงจะไม่ค่อยได้เจอกันแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะเลิกคบกัน
    ยังไง สุดท้ายแล้ว พวกเราก็ยังคงเป็น "เพื่อน" กันอยู่ดี



    พอคิดหยั่งงี้แล้ว ก็รู้สึกสบายใจขึ้นนิดนึง
    แต่มันก็ยังอดใจหายไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ
    ถึงทุกๆคนจะเพิ่งรู้จักและทำงานร่วมกันมาไม่ถึงเดือน
    แต่ภาพทุกภาพมันยังคงอยู่ในหัว

    ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ทุกคนมานั่งประชุมปวดหัวถกเรื่องเส้นทางโฟลกัน
    โดนพี่ดุก็โดนด้วยกัน
    นั่งกินข้าวกล่องด้วยกัน
    อดนอนด้วยกัน
    เดินกลับหอด้วยกัน
    สำรวจยิมด้วยกัน
    และอีกมากมายที่ทำด้วยกัน

    พอคิดว่าจากวันนี้จะไม่ได้เห็นภาพเหล่านี้
    แค่นึกขึ้นมาก็ใจหายแล้ว
    แต่ไม่เป็นไร
    ปีหน้าฟ้าใหม่..เรามาทำงานร่วมกันอีกเถอะนะ (^--^)




    ขอบคุณงานสถานที่
    งานที่ให้มากกว่าคำว่าประสบการณ์






    * วันนี้เราไม่ได้อัพเล่าทั้งหมดนะจ๊า เพราะขืนเล่าหมด 7 วัน สเปซเราคงเจ๊งไปเลยแน่ๆ แถมเราว่าคงไม่มีใครอ่านแหงๆ เพราะมันจะยาวมากยิ่งกว่ามากที่สุด

    * แต่ถึงไม่อัพเล่า แต่เดี๋ยวเจอหน้าแล้วจะเม้าท์ให้ฟัง

    * วันที่ 16 มิ.ย ฝ่ายสถานที่อย่าลืมนะจ๊า บ่ายโมงครึ่งที่สภากาชาด เราจะไปบริจาคเลือดร่วมกันนะ

    * อยากบอกว่า สิ่งที่น้องขาวทายไว้ มันเป็นจริงตามนั้นจริงๆด้วย!!

    * วันนี้นั่งอัพสเปซด้วยความเร็วระดับเต่าถุยมากๆ

    * อัพแค่นิดหน่อยพอหอมปากหอมคอ เอาไว้จะมาอัพอีกเมื่อมีแรง (แต่คงอัพเรื่องอื่นแล้วล่ะ)

    * สเปซหน้านี้อยากให้เพื่อนๆฝ่ายสถานที่ได้เข้ามาอ่าน แต่ก็ไม่รู้จะมีซักกี่คนที่ได้อ่าน

    * เอาเป็นว่า เราไปนอนต่อดีกว่า ก่อนที่จะหมดแรงตายหน้าคอมตรงนี้

    * บายจ้า ไว้เจอกัน (^v^)


    May 14

    ยกพลบุกห้องแอม \(^o^)/



    ย้ายแล้วค่ะ!!
    หลังจากที่วางแผนกันมาเนิ่นนาน
    ในที่สุดวันนี้ก็เคลียร์ทุกอย่างแล้ว ><
    ดีใจที่สุดในโลกเลย
    เหมือนกับยกภูเขาออกจากอก
    (แต่จริงๆถ้ายกภูเขามายัดใส่ในอกได้เราก็อยากจะทำนะ!!
    กรี๊ดดด ไม่เกี่ยวว ติดเรทนะนั่น ไม่ผ่านๆ...ตื้ดๆ!!!)


    เริ่มจากที่โทรนัดกันวุ่นวายตั้งแต่เมื่อคืน
    สุดท้ายเราก็ได้แผนที่เข้าท่าที่สุด ว่า..
    "วันนี้เราจะเอารถกระป๋อง (สองแถวคันเล็ก) ขนของเข้าหอแอมกัน!"
    นี่..เป็นไง..ดูดีใช่มะล่า?!
    จ้ะ มันก็เจ๋งสุดเท่าที่จะคิดได้แล้วแหละ
    เพราะตอนแรก ด้วยความลืมว่า..
    เมื่อวันที่ขนของกลับมา มีผึ้งกับอันนั่งตุ๊กๆย้ายของอีกส่วนหนึ่งตามมาที่บ้านเราด้วย
    เพราะงั้นตอนแรกที่คุยกัน เราก็เลยนึกภาพแค่ส่วนที่เราไปย้ายมาจากหอแอม
    แล้วก็ปักใจเชื่อว่า แท็กซี่คันเดียวมันก็พอแล้วล่ะ!


    แต่ปรากฏว่า เมื่อเราได้ไปเดินดูของจริงๆ
    เราก็พบว่า... "หยั่งงี้แท็กซี่ 3 คันก็ขนไม่หมด!!!"
    โอ้ววว พระเจ้า ไอ้แอมที่รัก..ของจะเยอะไปไหนเนี่ย??
    นั่นแหละ ม๊าเราก็เลยเสนอว่าไปโบกรถกระป๋องมาช่วยขนไปละกัน
    รอบเดียวก็น่าจะหมด
    อืม..เป็นความคิดที่สวยหรูใช้ได้
    แล้วเราก็เลยไปดักรอโบกกระป๋องกัน


    10 โมงเช้าวันนี้
    ผึ้งมาหาเราที่บ้านเพื่อที่จะช่วยกันขนของไปหอกัน
    และเราก็ตั้งใจจะลากซัน(น้องเรา) กะ ไอ้บอล(เพื่อนซัน) ไปเป็นแรงงานช่วยขนของด้วย


    10 โมงครึ่ง..รถกระป๋องมาจอดพร้อมที่บ้านเราแล้ว
    ของเราก็ขนขึ้นรถไปหมดแล้ว
    แต่..
    ไอ้น้องบอลยังไม่โผล่มาค่ะ!!
    เหอๆ เครียดกันไปเลยทีเดียว
    แต่จากนั้นอีกประมาณ 20 นาที น้องก็มาถึง
    เฮ่อ.. ค่อยโล่งใจนิดหน่อยว่าอย่างน้อยก็คงจะไปไม่เลท
    (นัดคนที่เหลือเอาไว้ที่ใต้หอแอมเลย ตอน 11 โมง)


    การเดินทางด้วยรถกระป๋องนั้น..ตื่นเต้นหวาดเสียวกว่าที่คิดเอาไว้มากๆ
    เนื่องจากตัวรถมันเป็นแบบเปิดโดยรอบ (นึกกันออกใช่ป่าว?)
    ทำให้เวลาเลี้ยวกันที แอบเสียววาบกันไปถ้วนหน้า
    กลัวของบนรถจะกระเด็นออก
    (ได้ข่าวตอนช่วงออกจากซอยมีเหตุกรรไกรกระเด็นออกจากรถไปรอบ
    เสียววูบกันไปเลยทีเดียว ><")


    11 โมง (นิดหน่อย)..ถึงหอแล้ว
    แต่.. "คนอื่นๆมันไปอยู่กันที่ไหนเนี่ย???"
    น่านแหละ เกิดการโทรตามกันเล็กน้อยนะคะ
    แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะพอเราถึงแว๊บนึง
    ซักพักก็เห็นพวกที่เหลือพากันเดินตามหลังเข้ามา
    มาช่วยกันขนย้าย
    (ได้ข่าวเพื่อนๆแอบเข้าใจผิด
    คิดว่าไอ้น้องบอลเป็นเด็กขนของ..(ฮา)
    โถ..คิดแล้วสงสารไอ้น้องบอลเลยทีเดียว!)


    ขนๆๆๆๆๆ


    แว๊บเดียวเท่านั้น
    ของทั้งหมดก็ขึ้นไปนอนรออยู่บนห้องเรียบร้อย
    ด้วยฝีมือ..ผึ้ง อัน โนะ หญิง ซัน ไอ้น้องบอล และ เรา!! (โฮะๆๆ)
    (เหอๆ ได้ข่าวว่าเราเอาแต่ทำเป็นวุ่นวายปล่อยคนอื่นเค้าขนของ (ฮา)
    หยั่งงี้เค้าเรียกว่าแอบเนียนใช่ป่าว??..(กร๊ากกกก))
    (อ้อ! ส่วนไอ้เขม..หึๆ เนียนยิ่งกว่า เพราะชีมาสาย!!!
    มาเอาตอนเค้าขนกันหมดแล้ว
    หึๆ เกือบแล้วเขม..
    เกือบจะโทรไปบอกว่า แกยังจะมาทำเพื่อออออออ
    เขม : ก็มาเพื่อเอาโต๊ะโตะมาให้โฟ่ไง..(แป่ววว)..)


    ขนของเสร็จแล้ว..ว่างค่ะ ว่าง
    เราก็เลยไปทวงสัญญาจากพี่ข้างล่าง
    (ทวงสัญญาจริงๆนะ ไปทวงใบสัญญาที่เค้าต้องให้เราง่ะ)
    แต่ปรากฏเค้าก็บอกว่าผู้จัดการยังไม่เซ็นให้
    ยังเอาให้ไม่ได้..
    เราก็ "อ้าว..ไหนว่าจะได้?"
    (อันนั้นคิดในใจค่ะ ไม่ได้พูด (แป่ววว))
    น่านแหละ ก็เลยเปลี่ยนเป็นถามเรื่องเน็ตแทน
    (สรุปว่าไม่มีไวร์เลส (สะกดไงหว่า?) ค่ะ ยังขออยู่
    ที่นี่มีแต่เน็ตไฮสปีดแบบ 256kbps นะ
    แล้วก็มันเสียค่าเน็ตเดือนละ 600
    งืมม..เราจำได้แค่เนี๊ยะแหละ (-"-)
    ที่เหลือรอกลับมาถามเค้าอีกรอบละกันนะแอม)

    แล้วก็แจ้งให้เค้าไปติดหลอดไฟตรงระเบียง
    พี่เค้าก็เออออรับปากว่าเดี๋ยวจะให้ช่างขึ้นไป
    "รอแป๊บนึงนะคะน้อง เดี๋ยวจะโทรขึ้นไปบอกตอนที่ช่างขึ้นไป"
    พอได้ยินอย่างงี้ เรา ผึ้ง ซัน เขม(ที่เพิ่งมา) และก็ไอ้น้องบอล..
    ก็เลยเดินกลับขึ้นห้องไปนั่งรอกับพวกที่เหลือกัน
    (จากนั้นซัน กับ ไอ้น้องบอลก็ขอแยกตัวกลับไปก่อน
    เหลือแต่ป้าๆนั่งเม้าท์กันต่อปายยย)


    รอแล้ว รอเล่า เฝ้าแต่รอ..
    แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นจะมีช่าง(หัวแม่ง)โผล่ขึ้นมา
    จากที่นั่งเอาพัดลมเป่าหัว
    เราก็เริ่มเปลี่ยนไปเปิดแอร์เพิ่มมิตเตอร์ให้แอมเล่นๆ
    (แอม : อ้าว ไอ้พวกนี้นี่!!)
    จนกระทั่งความเบื่อถึงขีดสุด
    ก็เลยล้อมวงเล่าเรื่องผีกัน
    (ฮา เล่าเรื่องผีฉลองห้องใหม่กันเลยทีเดียว)
    จนผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง
    ในที่สุดช่างก็โผล่มาเพื่อมาขยับหลอดไฟ 2 ทีเสร็จแล้วไป
    แล้วก็ปล่อยให้เราอารมณ์ค้าง
    เพราะ..เรายังเล่าเรื่องผีไม่จบเลย!!!
    (เหลืออีกตั้งหลายเรื่องแน่ะ..แง่งๆ)


    ฟูจิค่ะ!!
    หลังจากที่ร่ำร้องอยากกินกันมานาน
    วันนี้พวกเราเลยล่อกันซะเต็มคราบ
    (เราเพิ่งมารู้เอาวันนี้นี่แหละ ว่าเซ็นทรัลปิ่นเกล้าก็มีฟูจิ (ป่อยย))
    น่านแหละ มายั่วแอมเฉยๆ ให้อิจฉาเล่น (ฮ่าๆๆๆ)
    อยากบอกว่า นานๆได้มากินด้วยกันทีอย่างงี้แล้วก็รู้สึกดีนะ
    เหมือนได้ย้อนกลับไปช่วงเวลาเก่าๆ
    (กลับมาเมื่อไหร่ ไปกินด้วยกันนะจ๊าที่รัก
    มีคิวมากมายจ่อให้แอมมาร่วมทำอยู่ (^o^)
    และแน่นอนว่ารวมถึงส้มตำของพลอยด้วยนะ (^v^))


    จากนั้นก็เดินช็อป(ปิ้งวินโดว์) กันอีกนิดหน่อย
    ก่อนที่ ผึ้ง เขม หญิง โนะ จะแยกกลับไป
    ส่วนเรากะอันก็เดินช็อบ(ปิ้งวินโดว์) กันต่อ (ฮา)
    แล้วก็แยกกันกลับไปตอนเกือบๆ 6 โมง (ท่ามกลางสายฝนโปรยอีกแล้ว)
    เป็นอันว่าจบกิจกรรมย้ายของร่วมกันในวันนี้แล้วจ้า \(^o^)/




    * วันนี้มีเหตุโดนลิฟท์หนีบกันบ่อยมาก

    * ไปเอาแว่นมาแล้วค่ะ แอบชอบมากมาก แว่นใหม่สีโคตรจะหวานน

    * วันนี้ไปดูมือถือกันมา ยิ่งกระตุ้นต่อมอยาก!!  รอค่ะรอ..เราเล็งวันเอาไว้แล้ว จะไปซื้อก่อนเปิดเทอมนี้แน่นอน (โฮะๆๆ เปลี่ยนมือถือกันยกกลุ่มเลยทีเดียว!!)

    * พรุ่งนี้จะไปค่ายอีกรอบแล้วค่ะ คราวนี้ค่ายยาว 1 สัปดาห์ คาดว่ากลับมาคราวหน้าคงได้อัพกระจายยิ่งกว่าคราวที่แล้ว

    * ไปจัดของก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า

    * ไปละๆ ฝันดีจ้าทุกคน บ๋ายบายยย
     
    May 13

    สัมมนาพาเพลิน


    **คำเตือน**
    ไดวันนี้ของเรายาวมากถึงมากที่สุด
    การพยายามอ่านอย่างหักโหมอาจทำให้ถึงตายได้
    แต่หากมีใครอ่านได้จนจบเราจะดีใจมาก
    ยังไงก็ช่วยมาประกาศตัวให้เรารู้หน่อยนะจ๊า






    อาจเป็นเพราะเพิ่งจะสอบเสร็จล่ะมั๊ง
    เราถึงได้รู้สึกลัลล้าหน่อยๆอย่างนี้ (^o^)
    ความจริงไม่ใช่ว่าทำข้อสอบได้เยอะหรืออย่างไรหรอกนะ
    แต่เป็นเพราะรู้สึกว่า..ในที่สุดมันก็จบๆไปเรื่องนึงซะที..อารมณ์นี้ซะมากกว่า


    ก่อนหน้านี้บอกว่าจะมาอัพเรื่องสัมมนาให้ฟัง
    แต่บังเอิญด้วยความที่ดองๆๆๆๆ เอาไว้
    ทำให้มาถึงตอนนี้ก็เริ่มๆจะขี้เกียจแล้ว
    บวกกับเพิ่งได้อ่านเมลของผึ้งกันไป
    เราว่าหลายคนคงเอียนๆไม่ค่อยอยากติดตามกันซะเท่าไหร่
    แต่ก็..นะ
    ลองมาชมหนังเรื่องเดียวกันในมุมมองที่ต่างออกไปดูดีกว่า
    บางทีอาจจะได้ดูหนังรีเมคที่ไม่ค่อยมีกลิ่นอายเดิมหลงเหลืออยู่ก็ได้
    (อ้างอิงคอมเม้นท์ของแอมในสเปซอัน เรื่องอัพวันเกิดโนะ ^--^ )

     

    อืมม จะว่าไปแล้ว ก่อนจะมาเข้าเรื่อง
    เราขอพูดถึงระบบงานในงานรับเพื่อนใหม่หน่อยละกัน
    จะได้ไม่งง เวลามีการกล่าวอ้างถึงกัน ^o^


    ฝ่ายพี่เลี้ยง
    อันนี้ใครที่เคยรับเพื่อนใหม่คงจะนึกออก
    ว่าเค้าจะแบ่งเป็น"ไลน์" ตั้งแต่ไลน์เอ จนถึงประมาณไลน์จี หรือ เอช
    ซึ่งในหนึ่งไลน์ก็จะมีเด็ก (น้องปี 1) รวมๆประมาณ 300 คน
    ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้รวมกันเป็นกระจุกอย่างนี้หรอก
    ในหนึ่งไลน์ก็จะย่อยเป็น "ยูนิต"
    มีทั้งหมด 10 ยูนิต ต่อ 1 ไลน์
    มีเด็กยูนิตละ 30 คน และมีพี่เลี้ยงยูนิตละประมาณ 5-7 คน
    รวมๆทุกยูนิตและทุกๆไลน์ ก็จะมีเด็กรวมๆประมาณ 2000 คน
    และมีพี่เลี้ยงประมาณ 500 คน
    เหอๆ คิดภาพดูสิ ถ้าหากพี่เลี้ยงพวกนี้มีสิทธิทำอะไรก็ได้ มันคงจะวุ่นน่าดู
    เพราะงั้นเค้าก็เลยกำหนดให้มี "แกนไลน์" ขึ้น
    แกนไลน์ มีหน้าที่คอยประสานงานระหว่างพี่เลี้ยงกับฝ่ายอื่นๆ
    ซึ่งแต่ละไลน์ก็จะมีแกน 2 คนนะ
    (ถ้ามี 8 ไลน์(ตามอักษรเอ-เอช) ก็จะเท่ากับว่ามีแกนไลน์ 16 คนไง)


    เอ้าๆ อย่าเพิ่งมึน มาต่อฝ่ายเราก่อน


    ฝ่ายสถานที่ (ที่พวกดั๊นทำ)
    หน่วยนี้เราจะมาย่อยซักหน่อยว่ามีตำแหน่งอะไรกันบ้าง
    เพื่อความเข้าใจในการอ่านเรื่องที่เราจะเล่าต่อไปนี้ไง ^--^
    ฝ่ายนี้ประกอบไปด้วย..

    **เฮดสถานที่ 2 คน
    (
    ก็คือ เฟิร์น กะ ติ (SI ปี2))
    เฮดสถานที่ก็คือ หัวหน้างานฝ่ายสถานที่นั่นแหละ
    มีหน้าที่ควบคุม วางแผน ติดต่อหน่วยอื่น ตัดสินใจ และอีกล้านแปด

    **เฮดไลน์
    เอาล่ะ อย่างที่อธิบายไปแล้วในการแบ่งไลน์พี่เลี้ยง
    เฮดไลน์ก็แบ่งตามนั้นเหมือนกัน คือ มีเฮดตั้งแต่ไลน์เอ-เอช
    เนื่องจากฝ่ายเราคนน้อย (มีทั้งหมดประมาณ 30 คน)
    จึงให้มีไลน์ละคนเดียวก็พอ

    **ฟอลโลว์ไลน์
    หนึ่งไลน์จะประกอบไปด้วย เฮดไลน์หนึ่งคน และ ฟอลโลว์ไลน์สองคน
    ใครที่คิดภาพตามไม่ทันเราขอย้อนนิดนึง
    เมื่อกี๊เราบอกว่าเด็กๆปี 1 ต่อหนึ่งไลน์มีประมาณ 300 คน จำได้มั๊ย?
    แน่นอนว่าบวกพี่เลี้ยงไลน์เข้าไปด้วยก็เกือบๆจะ 400 คนต่อหนึ่งไลน์..
    หึๆ นั่นแหละ หน้าที่ที่คนสามคน..
    เฮดไลน์ 1 คน และ ฟอลโลว์ไลน์ 2 คนต้องคอยโฟลย้ายไปย้ายมา
    โอ้ววว สัดส่วนที่เป็นธรรมที่สุดในโลก 400 : 3 คน (โฮกกกก)
    (อ้อ ฟอลโลว์ไลน์ 2 คน จะแบ่งเป็นคนวิ่งตรงกลางระหว่างแถวคนนึง
    และอีกคนจะแบกโทรโข่งปิดท้ายขบวน
    ซึ่งแน่นอนว่าทั้ง 3 คนนี้ ต้องคอยวิ่งไปวิ่งมาดูความเรียบร้อยของไลน์ตัวเองยิ่งชีพ)

    **การ์ดต่างๆ (ไม่ว่าจะกระเป๋า หรือ ทางเข้าออก)
    อันนี้คือ จ๊อบเสริมของบรรดาฟอลโลว์ไลน์ยามไม่ต้องโฟลนั่นเอง (ToT)
    เหอๆ งานฝ่ายสถานที่นี้ช่างหนักหน่วงยิ่งนัก


    นอกจาก 2 ฝ่ายนี้ ก็ยังมีฝ่ายอื่นๆอีก
    แต่มันไม่ค่อยสำคัญกับเรื่องที่เราจะเล่า เพราะงั้นเราจะข้ามไปนะ
     

     

    สัมมนาครั้งที่ 1 (29 เม.ย. - 1 พ.ค.)


    สัมมนาครั้งแรกนี้จะว่าไปแล้วคือ เราไปแบบ.."งงๆ"
    ฮ่าๆๆๆ ฟังแล้วมันดูดีมั๊ยเนี่ย?
    คือ ถ้าพูดกันตามจริงแล้ว.. เราอ่ะไปแบบไม่ค่อยรู้หรอกว่า..
    "สต๊าฟฝ่ายสถานที่เนี่ย แท้จริงแล้วเค้าต้องทำอะไรกัน?" (ตึงง)
    แต่ก็คิดเอาไว้ในใจอ่ะนะว่า..
    "ไม่เป็นไรหรอก ทุกคนเค้าก็ใหม่กันทั้งนั้นแหละ"
    แล้วการสัมมนาครั้งนี้ก็เริ่มขึ้น...

    [งานสัมมนานี้ ที่จริงแล้วเป็นการอบรมพี่เลี้ยงรับเพื่อนใหม่
    ซึ่งไอ้ที่ไปอบรม ก็มีรุ่นพี่ รุ่นๆเราและรุ่นปี 2 ซะเยอะ
    แต่งานนี้เราไปลองงาน(เหมือน)จริง
    เพราะงั้นก็เปรียบพวกพี่เลี้ยงที่ไปอบรมในคราวนี้เท่ากับน้องปีหนึ่ง
    ที่ฝ่ายสถานที่จะต้องคอยต้อนเวลาโฟล
    คอยควบคุมไม่ให้เข้าออกงานตามใจชอบ
    สรุปง่ายๆ งานนี้ฝ่ายสถานที่ใหญ่สุด
    และก็โดนเกลียดขี้หน้ามากสุดเช่นกัน]


    งานอบรมมีจริงสองวันคือวันที่ 30 เม.ย. และวันที่ 1 พ.ค
    แต่ที่เฟิร์นและติ (เฮดฝ่ายสถานที่..SI ปี2) ต้องนัดมาก่อนนั้น
    ก็เพื่อจะได้อธิบายแผนงานคร่าวๆ
    รวมไปถึงพาไปดูสถานที่จริงและแบ่งหน้าที่ให้กับสต๊าฟทุกๆคน
    และเนื่องจากทุกคนที่ไปทำงานครั้งนี้
    ไม่มีใครรู้จักใครเป็นการส่วนตัวกันซักเท่าไหร่นัก
    (ยกเว้นบรรดาเด็กๆ SI ที่ยกขบวนกันมาอย่างมากมาย)
    เพราะงั้นการแบ่งหน้าที่ที่เหมาะสมนั้น
    จึงไม่สามารถมองหน้าแล้วบอกได้ว่าใครเหมาะกับตำแหน่งอะไร
    ด้วยเหตุนี้..ก็เลยเป็นไปตามที่เฟิร์นได้ประกาศไว้แต่แรกแล้ว คือ..
    ใช้ระบบสุ่มให้ทำงาน และทุกคนที่มาสัมมนา
    จะได้ลองทำในทุกๆตำแหน่งเพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับหน้าที่อะไรกันแน่


    หน้าที่คร่าวๆที่มีการกำหนดไว้ คือ..

    การ์ดกระเป๋า
    เฝ้ากระเป๋า ไม่ให้ใครมาหยิบของเข้าออกตามใจชอบ

    "วางกระเป๋าแล้วตรวจดูสิ่งมีค่าด้วยนะคะ
    ของมีค่าให้นำติดตัวไปด้วยทุกครั้ง
    ออกไปแล้วจะเข้ามาเอาของอีกไม่ได้แล้วนะคะ..
    มาเอาอะไรคะ? เอาไม่ได้ค่ะต้องพาแกนไลน์มาด้วยนะคะ
    ไม่มีแกนไลน์ไม่อนุญาตให้เข้าค่ะ!"


    เฮดไลน์
    หัวหน้าทีมในการนำโฟลในไลน์นั้นๆ
    มีอำนาจในการตัดสินใจในการโฟลของไลน์ตนเองได้
    โดยไม่ต้องคอยถามเฟิร์นกะติบ่อยๆ
    คนที่จะทำตำแหน่งนี้ได้ควรเป็นคนที่มีไหวพริบนิดนึง
    รวมไปถึงต้องคอยประสานงานกับแกนไลน์ด้วย (เฮดไลน์ไหนก็คุยกับแกนไลน์นั้นนะ)
    คือ ไปเล่าแผนการโฟลของไลน์ตัวเองในแต่ละครั้งให้พวกแกนไลน์ฟัง
    แล้วก็ขอความช่วยเหลือต่างๆจากเค้านั่นแหละ
    และตำแหน่งนี้เราสามารถเรียกได้อีกว่า "เป็นผู้มีอภิสิทธิ์ในการถือวอ!"

    "เฟิร์น : สถานที่เฟิร์นเรียกเช็คเฮดไลน์ทุกไลน์ค่ะ (ใช้วอนะ)
    เฮดไลน์ เอ : เอ อัลฟ่าค่ะ
    เฮดไลน์ บี : บี บราโวครับ
    เฮดไลน์ ซี : ซี ชาลีค่ะ
    เฮดไลน์ ดี : ดี เดลต้าครับ
    เฮดไลน์ อี : อี เอ็คโค่ค่ะ
    เฮดไลน์ เอฟ : เอฟ ฟ็อกส์ท็อดค่ะ
    เฮดไลน์ จี : จี กอล์ฟค่ะ" etc.


    ฟอลโลว์ไลน์
    มีหน้าที่คอยช่วยต้อนแถวเวลาโฟล
    ถือเป็นผู้ช่วยมือฉมังของเฮดไลน์
    ในการไล่ต้อนบรรดาลูกเจี๊ยบให้ไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด
    โดยคนที่จะทำหน้าที่นี้ได้..
    จะต้องมีเทคนิคล้ำเลิศในการโฟลอย่างไรไม่ให้น้องเกลียดขี้หน้าเอา
    (ทำยังไงก็ได้ให้ได้รับความร่วมมือจากน้องมากที่สุด)

    "ก้าวยาวค่ะ ก้าวยาว
    อย่าวิ่งนะคะ ก้าวยาวค่ะ
    แถวขาดแล้วนะคะ ช่วยก้าวยาวตามเพื่อนให้ทันด้วยค่ะ!!
    (เพิ่มเติมมุกเข้าไปได้ถามสไตล์ของแต่ละคนไม่ว่ากัน)"


    การ์ดทางเข้าออก (หน้าที่เพิ่มเติม)
    มีหน้าที่คอยเฝ้าทางเข้าออกไม่ให้มีคนแปลกปลอมเข้ามาเจ๋ออยู่ในงานได้
    คนที่ทำหน้าที่นี้ต้องมีสายตาที่ไวมาก
    และนอกจากจะต้องเป็นคนตาไวแล้ว
    คนที่เป็นการ์ดทางเข้าออกนี้ จะต้องเป็นคนที่ "มีความอดทนล้ำเลิศ"
    เพราะ มันเป็นงานที่น่าเบื่อมากกกกก
    ต้องนั่งปุ๊กอยู่กะที่ห้ามทิ้งจุดที่ตัวเองเฝ้าเด็ดขาด
    แล้วคิดดู บางทีนั่งเป็นวันๆ ไม่มีแม้แต่หมาเดินผ่าน
    นั่งเฉยๆน่าเบื่อสุดๆ
    แต่..นี่ก็เป็นน่าที่ที่สำคัญมากๆเหมือนกัน
    เพราะเวลาเกิดเหตุทีนี่ก็ตื่นเต้นลุ้นกันตัวโก่งเลยทีเดียว
    ถือว่าเป็นตำแหน่งที่หลากหลายจริงๆ
    "มาติดต่ออะไรรึเปล่าคะ? มีป้ายหรือเปล่าคะ?
    ไม่มีป้ายไม่มีธุระไม่ให้เข้างานนะคะ
    นัดเพื่อนไว้ช่วยโทรตามเพื่อนออกมารับด้วยนะคะ" เป็นต้น


    เอาล่ะเหล่านี้คือหน้าที่คร่าวๆในการทำงานของฝ่ายสถานที่
    เรามาเข้าเรื่องกันต่อเลยนะ \(^o^)/


    ตอนแรกที่คาดไว้ คือ น่าจะมีพี่เลี้ยงมาอบรมอย่างน้อย 4 ไลน์
    ก็คือ พี่เลี้ยงไลน์เอ บี ซี ดี
    ซึ่งรวมๆก็จะมีประมาณ 200 คน (ดูดิ ยังได้ไม่เท่าน้องไลน์นึงเลย)
    แต่สำหรับพวกเราซึ่งเป็นสถานที่มือใหม่หัดทำ
    กับการโฟลคนตั้ง 200 คนเนี่ย..มันก็เยอะแล้วนะ ><"


    พอคาดการณ์ไว้ดังนั้น เฟิร์นกะติ ก็จัดแจงแบ่งหน้าที่กัน
    แบ่งเฮด 4 ไลน์ และคนที่เหลือก็แบ่งให้ทำฟอลโลว์ รวมไปถึงการ์ดกระเป๋า
    (ส่วนการ์ดทางเข้าออกอย่างที่บอก เป็นงานที่มีมาเพิ่มในภายหลัง
    เพราะงั้นตอนที่ประชุมกันนี้จึงไม่ได้แบ่งหน้าที่นี้เอาไว้)
    (จำไว้ ฟอลโลว์ไลน์ คือ ตำแหน่งควบ ใครทำฟอลโลว์ก็มักจะต้องทำการ์ด (-"-))


    แต่เพราะสัมมนาครั้งแรกนี้มันซ้อนกับวันเรียนซัมเมอร์พอดี
    ทำให้ประชากรฝ่ายเราที่น้อยอยู่แล้ว ยิ่งน้อยเข้าไปอีก
    และเพราะเรากะไอ้โนะ ก็ติดเรียนเช่นกัน
    ก็เลยโดนเขี่ยเข้าไปทำหน้าที่การ์ดกระเป๋ากันก่อนเลยทีเดียว


    [หน้าที่ในตอนแรก..
    ผึ้ง : ฟอลโลว์ไลน์ไลน์บี การ์ดกระเป๋าช่วงเช้า (8โมง - เที่ยง)
    โฟ่ : ฟอลโลว์ไลน์ไลน์ซี การ์ดกระเป๋าช่วงบ่าย (เที่ยง - 5โมงเย็น)
    โนะ : ฟอลโลว์ไลน์ไลน์ดี การ์ดกระเป๋าช่วงเย็น (5โมงเย็น - 4ทุ่ม)]


    น่านแหละๆ พอจัดการแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพก็มาต่อด้วยแผนโฟลกันต่อ
    (งานครั้งแรกนี้จัดที่ วจ.นะ)
    ซึ่งระหว่างที่ประชุมก็จะมีบรรดาพี่ๆรุ่นเก๋าทั้งหลาย มาร่วมนั่งฟังอยู่ด้วย
    และจะคอยแย้ง คอยติเป็นระยะๆ
    สร้างความหวาดเกรงให้กับบรรดามือใหม่ได้โดยทั่วถึงกันเลยทีเดียว
    แล้ววันแรกของการ(เตรียมงาน)สัมมนาก็ผ่านไป..


    ..30/4/07 [M].. >>อบรมพี่เลี้ยงวันแรก<<


    ตื่นเต้นค่ะ ลองงานวันแรก
    ตอนแรกนัดกันว่าจะลองเดินสำรวจเส้นทางจากหอ (บี6) ไปยัง วจ.
    เพื่อจะได้เช็คเส้นทางสำหรับการโฟลกลับหอในเย็นนั้นไปด้วย
    แต่..."ฝนดันตกค่ะ!!"
    โอ้ววว พระเจ้ากันเลยทีเดียว
    ทำให้ต้องเปลี่ยนแผน แบ่งกันไปนั่งรถของหยี กะ บีน (เด็ก SI ปี2 ที่มีรถ)
    แล้วไปเจอกันที่ วจ. เลย
    (อ้อ! ที่แบ่งนั่งรถ 2 คันได้ เป็นเพราะสต๊าฟที่ทำงานวันแรกนี้มีแค่ประมาณ 11 คนนะ)


    พอถึงวจ. พวกเราก็จัดการย้ายโต๊ะ กวาดขยะ ทำป้ายแปะพื้น (A1 , A2 , A3...)
    แล้วก็รอให้มีคนมาลงทะเบียน (ตึกๆ ตึกๆ)
    (อ้อ! เค้าเริ่มลงทะเบียนกัน 8 โมง ถึง 10 โมงนะ)
    และพอ 8 โมง (นิดๆ) ก็เริ่มมีคนมาลงทะเบียน
    เอาล่ะค่ะมาถึงตรงนี้ฝ่ายการ์ดกระเป๋าช่วงเช้าก็มีงานทำกันแล้ว
    (การ์ดช่วงเช้า : ผึ้ง แตง(เอกแจ๊ปปี3) หยี)
    และแน่นอนก็ถึงเวลาที่เรากะไอ้โนะต้องแยกไปเรียนแล้วเหมือนกัน


    ข้ามๆๆๆ โผล่มาตอนเที่ยงเลยนะ (เรียนเสร็จไง)


    เที่ยงปุ๊บผึ้งก็โทรมา
    "รีบกลับมา วจ. เร็วโฟ่ กำลังยุ่งมากๆคนไม่พอ รีบมาเร็วๆเลยนะ"
    เรา กะ ไอ้โนะ ก็ตื่นเต้นสิ โหหห คนเยอะ..รีบจ้ำกลับ วจ. โดยพลัน
    แต่ปรากฏว่า.."ไอ้ผึ้งหลอกเรา!!!!"


    เนื่องจากฝนตกทำให้คนมาอบรมรอบนี้น้อยมากๆ
    จากที่คาดว่าจะมี 4 ไลน์ ก็ยุบจนเหลืออยู่แค่ 2 ไลน์เท่านั้น
    (ไลน์เอและไลน์บี)
    ทำให้หน้าที่ของคนที่ต้องประจำไลน์ซี และดี ว่างลง
    เพราะงั้นก็ทำให้เกิดตำแหน่งฉุกเฉิน (ที่โดนลืมในตอนแรก) ขึ้นมา
    นั่นก็คือ..ถูกแล้วค่ะ "การ์ดทางเข้าออกนั่นเอง"


    น่านแหละ พอเรากลับมาตอนเที่ยงเราก็มาเข้าประจำตำแหน่งของเรา
    ก็คือ การ์ดกระเป๋าช่วงบ่าย
    (การ์ดช่วงบ่าย : โฟ่ พลอย ใหม่ (เด็กวิดยาเพื่อนยุ้ยเมทผึ้ง) แล้วก็วรรณ (เอกแจ๊ปปี 3))
    และผึ้งก็ไปประจำไลน์ตัวเองเพื่อเตรียมโฟลครั้งแรกกับยุ้ย (เมทผึ้ง) ตอนบ่าย 2 45 นาที
    (ยุ้ยเป็นเฮดไลน์ไลน์บีที่ผึ้งประจำการอยู่นะ)
    ส่วนไอ้โนะ เนื่องจากว่างงานเลยโดนให้ไปเป็นการ์ดทางเข้าออกด้านประตูที่น่าเบื่อที่สุดค่ะ
    (ประตูแถวๆที่เราไปฝึกปั่นจักรยานแต่ไม่ใช่ประตูกลางนะ
    เป็นประตูตรงมุมๆ ซึ่งใครมันจะไปเดินฟระนั่น???)
    เหอๆ น่าสงสารไอ้โนะเลยทีเดียว ไปนั่งเฝ้ากะฝนทิพย์ (เด็ก SI ปี2) กันอยู่ 2 คน
    จนจากที่ไม่สนิทกันก็เม้าท์กันจนสนิทกันไปแล้ว


    กลับมาที่เราต่อ
    นั่งเฝ้ากระเป๋า น่าเบื่อบ้าง ตื่นเต้นบ้างเป็นพักๆ
    แต่ก็สนุกดีนะ เวลาไม่มีใครมาก็นั่งเม้าท์อยู่กะพลอย
    แล้วชง (เด็กวิดยาปี 3 เพื่อนพลอย) ก็จะเดินมาร่วมเม้าท์เป็นพักๆ
    เพราะชงเป็นการ์ดทางเข้าออกประตูที่ตื่นเต้นที่สุด
    นั่นก็คือ ประตูตรงทางเข้า วจ. เลย (ฝั่งที่เรามาทำโต๊ะกันอ่ะ)
    ซึ่งจุดนั้นมันใกล้กับตรงที่ฝากกระเป๋าที่เรา พลอย ใหม่ประจำอยู่
    ฮีก็เลยเดินมาร่วมเม้าท์เป็นระยะๆ
    และแน่นอนว่า คนอื่นๆที่ว่างงานก็จะมาร่วมนั่งเม้าท์ในจุดที่เราอยู่ด้วย
    เพราะงั้น จุดนี้จึงเป็นที่ๆฮาเฮเป็นที่สุด


    อ๊ะ แน่นอน ว่าเราไม่ได้เอาแต่เม้าท์จนลืมหน้าที่นะ
    เรายังคงนั่งเฝ้ากระเป๋าอย่างแข็งขัน (โฮะๆๆ)
    เวลามีคนมาขอเอาของ เราก็ไล่ให้ไปเอาแกนไลน์มา
    น่าสงสารแกนไลน์เป็นที่สุด
    ที่ต้องคอยวิ่งไปวิ่งมาเพื่อมาเอาของเป็นเพื่อนบรรดาพี่เลี้ยงขี้ลืมทั้งหลายเนี่ย
    น่านแหละ..เราก็นั่งอยู่ตรงนั้นจนแทบจะซี้กับแกนไลน์เอ & บีไปแล้วเนี่ย
    (แต่แกนไลน์เอ ขอยอมรับว่าฮีขยันวิ่งมากๆ
    มาเอาของเป็นเพื่อนพี่เลี้ยงโคตรจะถี่
    ท่าทางจะได้ใจพี่เลี้ยงในไลน์ไปไม่น้อย)


    เวลาล่วงเลยไปจนถึงตอนเย็น 5 โมง ช่วงเปลี่ยนกะ
    ไอ้โนะเดินหน้าเหี่ยวกลับมาหา
    บ่นว่าไม่อยากเป็นการ์ดแล้ว เพราะมันน่าเบื่อมาก
    เราก็เลยอาสาเป็นการ์ดกระเป๋าต่อให้ไอ้โนะ
    ส่วนโนะก็ได้ย้ายตัวเองไปช่วยโฟลรอบเย็นแทน
    ซึ่งแน่นอนว่าผึ้งก็ยังคงต้องวิ่งวุ่นโฟลขึ้นโฟลลงอยู่แถบชั้น 2 กะบริเวณบันได
    และแน่นอนว่า "เราแทบจะไม่เจอผึ้งเลย เพราะทำคนละจุดกัน (-"-)"


    การ์ดช่วงเย็น..อืมมม ก็ค่อนข้างน่าเบื่อกว่าช่วงบ่ายนะ
    เพราะตอนนี้บรรดาพี่เลี้ยงโดนต้อนขึ้นไปทำกิจกรรมบนชั้น 2 หมดแล้ว
    ก็เลยไม่มีใครมาขอเอาอะไรอีกเลย
    (แต่ความจริงเค้าอาจจะเบื่อก็ได้..
    แบบจะมาเอาของทีก็ต้องไปตามล่าแกนไลน์มา
    เพราะงั้นก็ไม่เอาแม่งเลยซะดีกว่า อะไรประมาณนี้)
    แล้วเฟิร์นกะติ ก็เลยอาศัยช่วงนี้ เรียกประชุมสต๊าฟ
    เพื่อว่ากันถึงแผนโฟลกลับหอ (แน่นอนว่าเราไม่ได้เข้าไปฟังเพราะเราเฝ้ากระเป๋าอยู่)


    ระหว่างนั้นเราก็ตีสนิทกะเค้าไปเรื่อย
    ไปตีสนิทกะน้องต่าย น้องเตย (ฝ่ายสวัสฯ) เพื่อรีเควสข้าวกล่องในแบบที่เราอยาก(วะฮ่าๆๆ)
    แล้วก็นั่งเม้าท์กะชง (ที่บังเอิญเป็นการ์ดกระเป๋าช่วงเย็นเหมือนกัน)
    แล้วก็ให้แตงสอนแปลงร่างเซเลอร์มูน (อย่างฮาอ่ะ เกือบจะท่องได้แล้วนะ (>v<))
    เหล่านี้เป็นต้น
    (จะเห็นได้ว่างานเราโคตรจะมีสาระ(แน)เลยทีเดียว)


    4 ทุ่ม ช่วงเวลาโฟลกลับ
    ที่ประชุมบอกมาให้เราไปประจำจุดตรง สวทช (อุทยานวิทย์ฯ อ่ะ) กะหยี วรรณ บีน
    โนะโดนไปประจำจุดกะฝนทิพย์ (อีกแล้ว) ที่ตรงทางแยกตรงศูนย์ญี่ปุ่น
    ส่วนผึ้งก็..เหมือนเดิม โฟลไลน์บี กะ ยุ้ย (-"-)


    อยากบอกว่าการไปประจำจุดก็น่าเบื่อพอๆกับการ์ดทางเข้าออกนั่นแหละ
    เพราะระหว่างรอ พวกเราก็ไม่มีอะไรทำ
    แถมแต่ละจุดที่ไปมันก็ลำบากนะ
    อย่างจุดของโนะ ก็มืดมากๆ แถมมีผู้หญิงไปยืนกันอยู่แค่ 2 คน
    ทางจุดเราก็แอบเป็นห่วง ก็เลยแอบส่ง บีน กะ หยี วิ่งไปดูอยู่เป็นระยะๆ
    ส่วนตรงจุดเราก็แย่เหมือนกัน ตรงที่ตรงนั้นเป็นทางแยกรถวิ่งเร็ว
    เราอ่ะโคตรจะคัดค้านไม่อยากให้โฟลทางนั้นเลย
    (เดินออกจากวจ.ด้านที่โผล่มาศูนย์ญี่ปุ่นอ่ะ
    แล้วก็เดินข้ามถนนไปเดินถนนฝั่งอุทยานวิทย์ฯไปจนถึงวงเวียนตรงหอข้างใน
    นึกภาพตามกันออกใช่ป่าว? เราก็อธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกัน)
    เหตุผลที่เราไม่อยากก็เพราะ..
    "ทำไมจะต้องให้ข้ามถนนมาเดินฝั่งอุทยานวิทย์ฯด้วย?
    เพราะจริงๆเดินอีกฝั่งก็ได้ จะได้ไม่ต้องเสี่ยงข้ามถนนปาดหน้ารถเมล์ด้วย
    ทางแถวนั้นน่ากลัวออก"

    แต่ก็..นั่นแหละ ความเห็นเราไม่ผ่าน เพราะเค้าที่ประชุมกันไปแล้ว
    จะมาแก้ตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วไง
    (จำกันได้ป่าวว่าเราไม่ได้เข้าไปประชุมด้วยเพราะเราเฝ้ากระเป๋าอยู่
    เราก็เลยเจ็บใจนิดๆเหมือนกันตอนนั้น แต่เรื่องก็ผ่านไป ไม่มีอะไร..จบ)


    กว่าจะเริ่มโฟลกันได้ เนื่องจากการผิดพลาดอะไรซักอย่างที่ทาง วจ.
    ทำให้ไอ้พวกที่ต้องไปยืนประจำจุด ต้องรอ รอ และ รอ
    และที่สำคัญ.."ฝนตกค่ะ"
    ใช่ค่ะ พวกเรายืนรอท่ามกลางสายฝนพรำ (~"~)


    แต่ก็ไม่เป็นไร หลังจากนั้นเราก็ได้ร่วมโฟลกะเค้าเป็นครั้งแรก (>v<)
    โหหห โคตรจะตื่นเต้น เพราะตลอดทั้งวันที่ผ่านมาเรายังไม่เคยได้โฟลเลย
    แล้วก็ โฟลๆๆๆ จนถึงหอ พวกพี่เลี้ยงขึ้นนอน
    แต่สถานที่ต้องคุยงานต่อค่ะ (เฮือกกก)


    น่านแหละ คุยงานสรุปงานหนึ่งวันที่ผ่านมา
    มีพี่ๆมานั่งบรรยากาศเหมือนเข้าห้องเย็น
    แล้วก็ผลัดกันติโน่นนิดนี่หน่อย
    กว่าจะเวียนกันครบทุกคนก็ปาเข้าไปตี 2 ได้
    และทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน
    เป็นอันว่าจบ 1 วัน!!!
    (เหอๆ โคตรจะยาวเลยอ่ะ..(ปาดเหงื่อ)..เราจะอัพได้จบสองรอบเลยมั๊ยเนี่ย?)


    ..1/5/07 [T].. >>อบรมรอบแรกวันที่สอง<<

    มาวันนี้ก็จะไม่ค่อยมีอะไรแล้ว
    หน้าที่ก็คล้ายๆกับเมื่อวาน
    เพียงแต่การ์ดกระเป๋าไม่ต้องใช้คนเยอะขนาดนั้นแล้ว
    แล้วก็ทำงานกันถึงแค่ 4 โมงเท่านั้น
    แต่แน่นอนว่ามาถึงวันนี้สภาพทุกคนก็..โทรมเหียกกันใช้ได้เลยทีเดียว!


    7 โมง เฟิร์นก็บอกให้เรากะวรรณ นั่งรถหยีมาที่ วจ.ก่อน
    เพื่อมาซ่อมป้ายที่เจ๊งทั้งหลาย มาเปลี่ยนป้ายที่วางกระเป๋าใหม่
    แล้วก็กวาด วจ. (-*-)
    (ส่วนคนที่เหลือก็อยู่โฟลมานะ)


    พอ 7 โมงกว่าๆ สต๊าฟที่เหลือ ก็ค่อยๆโฟลคนมาที่ วจ.
    และมันก็ปาฏิหารย์มากๆที่พอมาถึง วจ. ปุ๊บ ฝนก็เทลงมาอย่างแรงเลย
    (ตอนแรกก็ฝนตกแปะๆอยู่แล้วนะ)
    น่านแหละพอทุกคนมาพร้อมแล้ว เรากะโนะ ก็เหมือนเดิม.."แยกกลับไปเรียน"


    เที่ยงปุ๊บกลับมา
    วันนี้เราเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นการ์ดทางเข้าออกแล้ว
    ไปนั่งฝั่งที่เค้าทำกิจกรรมกัน (ประตูกลางฝั่งที่ไอ้โนะไปเฝ้าเมื่อวาน)
    แต่วันนี้สนุกมากๆเลย เพราะกองสันฯ เค้ามาสอนสันกัน
    เราก็เลยไปมั่วสันกะเค้าด้วย (ฮา)
    (ตรงจุดที่เราไปนั่งก็มีคนอยู่เยอะเลยนะ
    ทั้งผึ้ง ยุ้ย โนะ พลอย ใหม่ ชง แตง พี่ตุ๋ย(คนนี้เค้ารุ่นเดียวกะพี่สันอ่ะ) )
    แล้วพอ 5โมงกว่า ก็โฟลเอากระเป๋าแล้วก็ปล่อยเค้าแยกย้ายกลับบ้าน
    แต่..พวกเราก็ประชุมสรุปงานกันต่อ (แป่วว)
    (อารมณ์คล้ายๆเมื่อคืนคือ..มีพี่มาติการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมด
    แต่วันนี้เหลือแค่พี่มี้กะพี่เอ๋ยแค่ 2 คน ก็เลยบ่นกันไม่นานเท่าเมื่อคืน
    แว๊บเดียวก็ปล่อยให้ทุกคนกลับไปนอนตายที่บ้านกันได้)


    เย่ จบงานแรกแล้วว (><")

     
     

    สัมมนาครั้งที่ 2 (4 พ.ค. - 6 พ.ค.)


    มาคราวนี้แหละค่ะที่ว่าเหนื่อยของจริง
    เพราะพี่เลี้ยงที่หายไป 2 ไลน์ในคราแรก ได้โผล่มาปรากฏตัวในคราวนี้ด้วย
    เยี่ยมไปเลยทีเดียว (โฮกกกก)
    (อ้อ! แต่วันนี้มีสมาชิกมาทำเพิ่มกันเยอะเหมือนกันนะ)


    มาคราวนี้ก็เหมือนเดิม ที่นัดมาวันที่ 4 ก็เพื่อจะพามาดูสถานที่ก่อน
    ซึ่งรอบนี้เราย้ายมาจัดกันที่ บร.1
    นอกจากดูสถานที่ก็คือ อธิบายแผนงานคราวนี้ & แบ่งหน้าที่กัน
    แล้วก็จัดการเคลียร์พื้นที่ แล้วก็แปะป้ายตามตำแหน่งต่างๆกัน


    (หน้าที่คราวนี้..
    ผึ้ง : เฮดไลน์จี
    โฟ่ : ฟอลโลว์ไลน์ไลน์เอฟ การ์ดทางเข้าออกฝั่งหอป๋วย
    โนะ : ฟอลโลว์ไลน์ไลน์ดี การ์ดทางเข้าออกฝั่งใกล้ๆสวนเทียม)


    ..5/5/07 [Sa] >>อบรมรอบสอง วันแรก<<..


    ไลน์เอฟของเรา ประกอบไปด้วย สมาชิกดังนี้..
    เฮดไลน์ : พลอย
    ฟอลโลว์ไลน์ : โฟ่ เยล ต๊ะ(แฟนเยล) ต้น(SI ปี2 เพิ่งมาทำ)


    เหมือนเดิม 8 โมง - 10 โมง คนเริ่มมาลงทะเบียนกัน
    เราสนุกสนานหน่อยตรงที่มาประจำตรงบันไดทางขึ้นบร.1
    คอยต้อนคนที่มาลงทะเบียนแล้วให้ขึ้นไปเก็บกระเป๋า
    (ปล่อยให้ต้นนั่งเฝ้าตรงทางเข้าออกด้านหอป๋วยไป)
    ผึ้งโดนให้ไปประจำบริเวณหน้าห้องกระเป๋าชั้น 2 ซึ่งก็คงวุ่นวายนิดหน่อย
    (ห้องตรงข้ามกะห้องที่เราเรียน TU113 กันอ่ะ)
    ส่วนไอ้โนะ..ไม่รู้ว่ามันไปทำเวรทำกรรมอะไรมา
    เพราะเหมือนเดิม..โนะได้ประจำในจุดที่น่าเบื่อที่สุดอีกแล้ว
    ฝั่งทางเข้าออกใกล้ๆสวนเทียม..คือ มันไม่มีใครเดินผ่านมาเลยอ่ะ
    เพราะงั้น โนะก็เลยปล่อยเพื่อนร่วมไลน์เฝ้าจุด
    (หยี ใหม่ ขวัญ(เฮดไลน์ดี SI ปี2 เพิ่งมาทำวันนี้เหมือนกัน))
    แล้วก็โผล่มาร่วมลัลล้ากะเราเป็นพักๆ (^o^)


    ลงทะเบียนกันเสร็จทุกคนก็กลับไปนั่งประจำยังจุดของตัวเอง
    วันนี้ของเราก็ฮาอีกแล้ว เพราะไอ้ต้น เพื่อนร่วมงานคนใหม่..
    ขยันปล่อยมุกได้อีก (ฮ่าๆๆ) ประทับใจมากๆ เป็นคนที่นิสัยน่ารักดีนะ ๐(>v<)๐
    นอกจากมีต้น วันนี้เราก็ยังคงได้นั่งเม้าท์กะพลอยอีก
    และแน่นอน นั่งเม้าท์กะเยลกะต๊ะด้วย
    ดูท่าทางเราอาจจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุดกับการเป็นการ์ดก็ได้นะ (ฮ่าๆๆๆ)


    ระหว่างวันก็มีการโฟลบ้างเป็นระยะๆ
    ซึ่งแกนไลน์เอฟและบรรดาพี่เลี้ยงไลน์เอฟก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
    ทำให้การโฟลผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร
    (แกนไลน์เอฟน่ารักดีนะ..เห็นแล้วนึกถึงอนันดาในเรื่องมีมายเซลฟ์เลยอ่ะ
    อารมณ์แบบนั้นเลย..กระเทยๆหน่อยๆอ่ะ)


    และวันแรกก็ผ่านไปด้วยประการฉะนี้
    (รายละเอียดงานก็ไม่ค่อยมีอะไร คอยเฝ้าจุด แล้วก็โฟลคนขึ้น-ลง กลับหอ แค่นี้เอง)
    และก็เหมือนเดิม คุยสรุปงานหลังจากโฟลเสร็จ
    กว่าจะได้นอนที ตาเหี่ยวกันไปเลยทีเดียว..(>o<)


    ..6/5/07 [S] >>อบรมรอบสอง วันกลับ<<..


    (เย่ วันสุดท้ายแล้ววว)


    งานวันนี้เริ่มต้นโดยการโฟลคนจากหอมาที่ บร.1
    ซึ่งเราก็ได้ร่วมโฟลด้วย
    (คราวที่แล้วไม่ได้โฟล เพราะต้องมาซ่อมป้ายก่อน)
    แต่อย่าคิดว่าได้โฟลแล้วงานซ่อมป้ายจะจบ..
    "ค่ะ เมื่อมาถึงเราก็ต้องเป็นคนไปซ่อมป้ายทั้งหมดเหมือนเดิม (><")"


    ช่วงเช้าเราก็ประจำจุดเดิมไปตามเรื่องตามราว
    แต่ช่วงบ่ายวันนี้เราย้ายตัวเองไปประจำจุดในห้องสโลฟแทนค่ะ
    (ห้องบรรยาย TU113 ที่พวกเราไปเรียนกันไง)
    ไปนั่งประจำตรงประตูทางเข้าออก ฟากที่ไม่ค่อยมีคนใช้
    แต่ความสนุกสนานมันอยู่ที่..
    เราแอบมามั่วสันกับเค้าอีกแล้วค่ะ (^o^)
    และแน่นอนสนุกสนานอย่างนี้ ไอ้โนะมีหรือจะพลาด (ฮ่าๆๆๆ)
    แต่ช่วงนี้ฝ่ายเราก็มากระจุกในห้องสโลฟเยอะเหมือนกันนะ
    ทั้งเรา โนะ ผึ้ง พลอย ยุ้ย ส้มโอ(อ้อ! คราวนี้ส้มโอก็มาทำด้วยนะ) และอื่นๆอีกมากมาย..
    น่านแหละพอสันจบเราก็ชิ่ง กลับไปประจำจุดข้างล่างเหมือนเดิม


    แล้วพอ 4 โมงกว่าก็เหมือนเดิม โฟลเอากระเป๋า & กลับบ้าน
    ส่วนฝ่ายเราก็ไปช่วยเค้าจัดเก้าอี้ จัดโต๊ะคืนที่ & ประชุมสรุปงานกันต่อ
    จน 6 โมงกว่า พวกเราก็ได้กลับบ้านกัน
    เป็นอันว่าจบงานสัมมนา 2 รอบของเราแล้วค่า.. (ฮิ้วววว)


     

    **ความประทับใจในงานนี้ของเรา ก็คือ เราได้รู้จักกับเพื่อนใหม่ๆเยอะแยะเลย ทุกคนเฮฮาสนุกสนานดีทั้งนั้น ประทับใจมากๆ

    **สิ่งที่เราคิดว่าได้จากงานนี้ ก็คือ ทำให้เรารู้จักปรับตัวในการทำงานร่วมกับคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน แล้วก็ได้ฝึกการทำงานเป็นระบบอ่ะ รวมไปถึงเรื่องความอดทนแล้วก็การมองคน

    **แต่งานนี้เราไม่มีไม่ชอบใครเป็นพิเศษนะ เพราะเราเข้าใจอ่ะ ว่าเวลาทำงาน กับเวลาปกติมันคนละเรื่องกัน เราก็เลยไม่ได้รู้สึกอะไร แถมเราไม่ค่อยได้โดนอะไรด้วยล่ะมั๊ง (ก็แหม..หน้าที่เราลัลล้าซะขนาดนี้) เราก็เลยชิวๆเรื่อยเปื่อยไปตลอด 2 ครั้งที่ผ่านมา (และแน่นอนว่าไอ้โนะก็ร่วมชิวไปกะเราด้วย)

    **
    อาวุธประจำตัวของเราตลอดงานนี้ก็คือ เทปกาว สก็อตเทป แล้วก็กรรไกร เพราะเราคือผู้ซ่อมป้ายมือฉมัง ว่างปุ๊บเดินซ่อมป้าย..ว่างปุ๊บเดินซ่อมป้าย..

    **
    หรือว่าแท้จริงแล้ว เราอาจจะเป็นเทพในการซ่อมป้ายก็ได้นะ (O_o)

    **หยั่งงั้นมันน่าภูมิใจมั๊ยเนี่ย??

    **จบจริงๆแล้วค่ะ กับสัมมนา 2 ครั้งที่ผ่านมาของเรา



    * เย่ๆๆ เหมือนเด็กที่ดองการบ้านมานาน ในที่สุดก็ทำการบ้านนี้เสร็จซะที ดีใจชะมัด \(>V<)/

    * มีเรื่องอื่นต่อคิวรอจะอัพอยู่ เราจึงต้องยัดสัมมนา 2 ครั้ง ลงไปในคราวเดียว เหอๆ เราล่ะหวั่นใจกลัวอัพยาวเกินแล้วมันจะเกิดเหตุเจ๊งอีก

    * พรุ่งนี้จะไปย้ายของเข้าหอแล้วค่ะ ดีใจจะได้เจอเพื่อน <(^o^)>

    * เมื่อวานได้คุยโทรศัพท์กะปลาอย่างยาวนาน ดีใจมากๆที่ได้คุยกัน

    * ไปก่อนดีกว่า กลัวจะยาวเกินจนอัพไม่ขึ้น

    * อ้อ! ใครอ่านจบอย่าลืมแสดงตัวด้วยนะ..เราขอท้า ฮ่าๆๆๆ
    May 03

    NoH's BD

     
     
    นานจนแทบจะลืมไปแล้ว
    ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะอัพเรื่องนี้ตั้งแต่วันที่เตรียมงาน
    แต่เอาเข้าจริงสุดท้ายก็เหนื่อยจนหมดแรงอัพ (-"-)
     
     

    นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่เราอัพถึงปฏิบัติการแฮ็ปวันเกิดเพื่อน
    คราวที่แล้วจำได้ว่าเป็นวันเกิดอัน
    ตั้งแต่คราวที่เพิ่งจะรวมตัวเป็นก๊วนกันได้ไม่นาน
    และก็เป็นงานเซอร์ไพรส์เพื่อนในกลุ่มครั้งแรกด้วย
     
     

    มาคราวนี้ก็เป็นคราของไอ้น้องโนะ..ไอ้เด็กโก๊ะประจำกลุ่ม
    ใช่ว่าเราเลือกที่รักมักที่ชังนะ
    ที่ข้ามงานของเพื่อนฝูงหลายๆคนไปมันมีเหตุอยู่
    นั่นก็เพราะ งานของเพื่อนแต่ละคนมันเป็นช่วงที่เรายังอยู่หอ
    และ เป็นช่วงที่ห้องเราไม่มีคอมแล้วน่ะสิ
    หึๆ.. แต่มางานคราวนี้เรากลับมาสิงสถิตย์ที่บ้านแล้ว
    เพราะงั้น..ก็ไม่พลาดหรอก..โฮะๆๆๆ
     
     

    [ความจริงแล้ว เราประทับใจในงานวันเกิดทุกๆงานที่ผ่านมาเลยนะ
    ไม่ว่าจะเป็นงานแรกของอัน..ฟูจิ + เกะ + เค้กไอติมสเวนเซ่น
    งานถัดมาของเขม..ส้มตำ + ตุ๊กตา + เค้ก
    งานของผึ้ง..สะพานสูง & เค้กมิกกี้ + ข้อความ
    งานของเรา(ย้อนหลัง)..เกะ + เค้ก + จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ
    งานของพลอย (ที่นานจนลืม)..สร้อย & ต่างหู @ โรงเอสซี
    งานของอันอีกครั้ง..พีเพิ้ล + เค้ก + เพลง..(ใครจำได้ช่วยบอกเราหน่อยสิ)..
    งานของเขมอีกครั้ง..เค้กmelt @ ตึกคณะ ท่ามกลางน้องปี 1 (ซ้อมเชียร์ธรรม)
    งานของผึ้งอีกครั้ง..ลอกปีก่อนโน้นมาเป๊ะๆ (วะฮ่าๆ)
    แล้วก็มาถึงคราวล่าสุดที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้..]
     
     

    ไอ้โนะ..สาวน้อยผู้น่าสงสารที่โดนลืมวันเกิด (โฮกกกก)
    มาปีนี้ เราเลยจัดให้เธออย่างยิ่งใหญ่อลังการ..ด้วย..."เค้กที่พวกเราทำกันเอง"
    ฮ่าๆๆๆ แค่คิดตอนแรกก็สยองแล้ว
    เพราะแต่ละคน ดูเชี่ยวชาญในการทำเค้กกันทั้งน้านน
    (อ้อ! แอมก็เป็นสาวน้อยผู้น่าฉงฉานอีกคนนึงเหมือนกัน..
    แต่ไม่ต้องกลัวเด๋วเราไปวางแผนก่อน รับรองจะให้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ไอ้โนะ วะฮ่าๆๆ)
     
     

    และแล้ว..ก็ถึงวันจริง (วันทำเค้กนะ/ 21.4.07 [S])
     
     

    เรา อัน ผึ้ง ทิพย์ แหกขี้ตาตื่นกันแต่ไก่โห่ด้วยความตื่นเต้น
    กลัวไปสาย กลัวไปไม่ถูก..
    แล้วไง.. สุดท้าย ไปถึงที่หมายกันตั้งแต่ไอ้เขมยังไม่ทันจะตื่น..หึๆๆ
    เอาเหอะ ถือว่าเตรียมตัวมาดี มีชัยไปกว่าครึ่ง (ล่ะมั๊ง (-"-))
     
     

    (ข้ามๆๆ..ช่วงรอ..โผล่แว๊บไปถึงบ้านเขมเลยล่ะนะ)
     
     

    พอถึงบ้านเขม..
    โอ้โห..บ้านน่ารักมากกกกก น่าถ่ายรูปโคตรๆๆๆๆๆ
    (ฮ่าๆ ได้ข่าวว่า ก็ถ่ายกันมามิใช่น้อย..ติดตามได้จากไดอัน..)
    แล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย.."ก็ทำเค้กไงล่ะ!"
     
     

    (ทุกขั้นตอนต่อไปนี้จะมีเขมคอยยืนกำกับอยู่นะคะว่าอะไรต้องทำยังไง)
    เริ่มจาก..ผึ้ง เริ่มตวงแป้ง..แล้วก็ตวงๆๆ อะไรอีกก็ไม่รู้ (ผงฟูรึเปล่า?)
    นั่นแหละ พอตวงได้แล้วก็เริ่มร่อนกัน
    โดยมีอัน กะ ทิพย์ คอยแวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันทำเป็นระยะๆ
    (และแน่นอนมีเราคอยเดินป้วนเปี้ยนถ่ายรูปอยู่แถวนั้น)
     
     

    ซักพัก เขมก็หยิบเครื่องตีออกมา
    เราเลยได้ใหม่แล้วลืมเก่า ชิ่งจากมุมร่อนไปรอปั่นแทน (ฮ่าๆ)
    ระหว่างที่เพื่อนๆกะลังร่อนแป้งกันอยู่ข้างหลัง
    เรา เขม อัน ก็เริ่มมาปั่นเนย + น้ำตาลกัน
     
     

    แหม.. ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่น
    แต่ เปล่าเล๊ย!!
    เป็นเพราะอากาศมันร้อนหรืออะไรก็ไม่ทราบได้
    เนยที่ปั่นๆอยู่มันก็คอยจะละลายอยู่เรื่อย
    ทำให้ต้องคอยหยุดมือแล้วเอาไปใส่ตู้เย็นอยู่เป็นระยะๆ
    ตอนหลังผึ้ง(ใช่ป่าว?) ก็เสนอให้เอาชามมาใส่น้ำแข็งรองด้านใต้ชามเนย
    จะได้ช่วยรักษาอุณหภูมิ ซึ่งวิธีนี้ก็เหมือนจะดูดี
    แต่ปั่นๆไป มันก็ยังไม่ค่อยจะยอมฟูซักที
    กว่าจะยอมเป็นเนื้อกันได้นี่แทบตายกันไปข้าง
    ว่าแล้วก็ถึงเวลาเติมไข่ + แป้ง + นม เข้าปายยยย
    (แล้วก็ปั่นต่อ (><") )
     
     

    อ้อ! ตั้งแต่เริ่มทำ เขมก็เปิดเตา วอร์มรอไว้แต่แรกแล้วนะ
    แล้วระหว่างที่เราปั่นๆอยู่อ่ะ
    ด้านหลังเราก็จะมีฝ่ายตวง คอยตวงนั่นตวงนี่ส่งมาเรื่อยๆด้วย
    (เราจำไม่ได้เป๊ะๆหรอก ว่าใครทำอะไรมั่ง เอาเป็นว่า ได้ทำทุกคน (^o^) )
     
     

    ปั่นเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว!!!
    ทีนี้ก็ถึงขั้นเทลงพิมพ์แล้วล่ะ
    ตอนนี้เองเขม ก็สั่งให้ผึ้งเอาเนยทาพิมพ์แล้วก็เอาแป้งโรย
    (เวลาเค้กสุกแล้วจะได้ไม่ติดพิมพ์ไง)
    แล้วอันก็เริ่มตักไอ้เนื้อเค้กที่ปั่นมาหลายชั่วโมงใส่ลงพิมพ์
    ระหว่างนั้นเอง พวกเราก็พบความจริงที่ว่า...
     
     

    "ชามปั่นเนยมันเป็นรูรั่ว!! น้ำที่ละลายจากชามน้ำแข็งข้างล่างซึมเข้ามาเต็มเลย!!!"
    โอ้วว มิน่าล่ะ มันถึงไม่ยอมเป็นเนื้อเดียวกันซะที
    แต่ด้วยความมองโลกในแง่ดีของทุกคน
    ก็เลยวิดน้ำในชามออก แล้วก็เทใส่แป้นพิมพ์ต่อไป
    เพราะคิดว่า.. "มันคงไม่เป็นไรหรอกมั๊ง?!"
    และหลังจากที่วอร์มเตารอมานาน
    ในที่สุดก็ถึงเวลาเอาเค้กเข้าเตาแล้ว..เย่!
     
     

    ตื่นเต้นๆ ลุ้นๆ.."เค้กเข้าเตาแล้วว ๐(>x<)๐"
    แล้วเราก็เริ่มภารกิจต่อไป นั่นก็คือ "เริ่มปั่นครีมต่อ (-"-)"
     
     

    ลงเนย..ปั่นๆๆๆ ใส่น้ำตาล..ปั่นๆๆๆ
    ระหว่างที่กำลังขมักเขม้นปั่นๆอยู่
    ก็จะได้ยินเสียงเพื่อนๆวี๊ดว๊ายข้างหลังเป็นระยะๆ
    เช่น หอมเค้กเนอะ.. ดูเค้กสิเริ่มเหลืองแล้ว..
    แล้วก็.. "ได้กลิ่นไหม้กันรึเปล่า?!"
     
     

    เหอๆ พระเจ้า "เค้กไหม้!"
    (T-T) หน้าเค้กดำปิ๊ดปี๋ ข้างในไม่สุกเลย
    แถมไหลเยิ้มล้นพิมพ์ออกมาเยอะแยะอีกตะหาก
    ฮือๆ..สรุปว่า.."เจ๊งไปหนึ่ง (โฮกกกกก)"
     
     

    แล้วเพื่อนๆด้านหลังก็เริ่มภารกิจฉุกเฉิน
    นั่นก็คือ.."เริ่มขัดหม้อ ขัดเตากัน"
    (แต่เราก็ยังปั่นเนยต่อไปอยู่นะ เพราะว่ามันปั่นมาพักนึงจนจะขึ้นฟูแล้ว)
     
     

    ระหว่างที่พวกอัน หญิง ทิพย์ ผึ้ง กำลังขัดหม้อกัน
    (รึเปล่า? เราไม่แน่ใจว่าใครเป็นใครบ้าง เพราะหันไปเห็นแต่ตอนอันขัด)
    เขมก็เริ่มบ่นพึมพำว่าจะเปลี่ยนไปทำบราวนี่แทนแล้ว
    และขณะนั้นเองเขมก็มาเห็นเนยที่ตีจะทำครีมของเรา
    แล้วก็ไม่รู้เพราะความเสียดายหรืออย่างไร ชีก็บอกว่า..
    "มาลองทำดูอีกรอบก็ได้ แล้วถ้ายังเจ๊งอีก จะทำบราวนี่จริงๆแล้ว"
     
     

    ด้วยเหตุนี้ เราจึงเริ่มทำกันตั้งแต่ขั้นตอนแรกอีกครั้ง
    (ถ้าอยากรู้ว่าทำอะไรบ้างให้ไหลย้อนกลับไปอ่านข้างบนอีกรอบค่ะ (^o^) )
    โดยใช้เนยที่เราปั่นจะทำครีม มาทำเป็นตัวเค้กแทน
     
     

    เค้ก กะ ครีม เริ่มปั่นโดยใช้เนย + น้ำตาลเหมือนกัน
    เพียงแต่เค้กใช้เนยเค็ม ส่วนครีมจะใส่เนยจืดเข้าไปผสมด้วย
    ซึ่งเขมบอกว่า ไม่เป็นไร ใช้แทนๆกันได้
    เพียงแค่เค้กออกมาอาจจะจืดไปบ้าง ไม่เข้มข้นเท่าส่วนผสมรอบแรกก็เท่านั้น
    ว่าแล้วก็เริ่มปั่นกันต่อไป โดยเราปล่อยให้เพื่อนๆไปปั่นกัน
    แล้วเราเนรเทศตัวเองไปขัดตะแกรงแทน
     
     

    ผ่านๆๆๆๆ มาจนถึงตอนเอาเทพิมพ์ (รอบสอง)
    คราวนี้ เขมกำกับว่า ใส่แค่ 2/3 ของพิมพ์พอ (ป้องกันมันล้นเวลามันเริ่มฟู)
    แล้วก็อบใช้แค่ไฟล่าง (ตอนแรกเปิดทั้งไฟล่าง ไฟบน)
    แล้วทีนี้ก็มานั่งลุ้นกันต่อ... (ตึกๆ ตึกๆ..)
    (ระหว่างนั้น เราก็เริ่มไปปั่นครีมอีกครั้ง..แป่ววว)
     
     

    ปั่นครีมๆๆ
    รอบนี้เราพัฒนาวิธีทำให้เนยเย็นกันแล้วนะ (ใช้ตั้งแต่ตอนปั่นเนื้อเค้กแล้วนะ)
    โดยเอาผ้าชุบน้ำ ห่อน้ำแข็ง แล้วก็เอามาประคบชามปั่นแทน
    หึๆ ต้องยกความดีความชอบให้เพื่อนๆผู้สละมือทั้งหลาย
    ไม่ว่าจะเป็น ผึ้ง อัน เขม ทิพย์ หญิง..
    แล้วในที่สุดมันก็ใกล้ความจริงเข้ามาทุกที..เยี่ยมมมม!!!
     
     

    ต๊อกๆๆๆ...ติ๊ง!!
    "เค้กเสร็จแล้วจ้าาาา"
    เค้กเสร็จ.. ครีมเสร็จ.. มาลงมือแต่งหน้าเค้กกันเถอะ (>v<)
     
     

    ตอนแรกก็ว่าจะเขียน happy birthday NoH ตรงกลาง
    แล้วก็เขียนชื่อทุกๆคน ไว้รอบๆเค้ก
    แต่ไปๆมาๆ ก็กลายเป็น วาดปลาหมึกสีชมพู (ที่เหมือนตุ๊กตาที่ให้โนะ)
    แล้วก็เขียน NoH HBD 20 แทน
    (ไอ้นี่ก็เน่านะนั่น ออกมาผิดแบบทุกประการ..ป่อยยย)
    น่านแหละ แล้วก็แต่งฐานเค้กด้วยช็อคโกแลตอีกนิดหน่อย..
    "เป็นอันว่าทำเค้กก้อนแรก (ที่ไม่เจ๊ง) เสร็จกันแล้วจ้าาา"....วี๊ววว
     
     
     

     
     

    และแล้ว..ก็ถึงวันจริง..อีกครั้ง (วันเซอร์ไพรส์แล้วจ้าา \(^o^)/)
     
     

    วันจันทร์ที่ 23 เมษา ที่ผ่านมา
    เรากะไอ้โนะก็มีเรียนกันปกติที่รังสิต
    เพราะงั้น แผนการที่วางไว้..
    "ทำยังไงก็ได้ ดึงไอ้โนะไว้ให้นานที่สุด รอจนกว่าพวกที่เหลือจะมาถึง!"
     
     

    หึๆ ยากเย็นเข็ญใจจริงๆเพื่อนเอ๋ย
    เริ่มเช้ามาก็เรียนๆ ไอ้โนะดันบอกว่าอยากกินโกโก้มีทโดม
    เราก็แอบเสียวๆ กลัวโผล่ขึ้นไปมีทโดมแล้วจะเจอเขมกะหญิง
    (เพราะเขมกะหญิงบอกว่า จะเอาเค้กมาฝากแช่ที่มีทโดมไว้ก่อน)
    เราก็เออออไปว่าอยากกินเหมือนกัน
    แต่อิ่มข้าวเช้าอยู่ไว้ค่อยกินตอนเรียนเสร็จก็แล้วกันนะ
    (เพราะตอนแรกทุกคนบอกว่าจะแฮ็ปไอ้โนะที่มีทโดม)
     
     

    แต่พอเบรคปุ๊บ (10 โมงกว่าๆ) โนะดันบอกว่าไม่ไหวแล้วอยากกินแล้ว
    เราก็เออได้ แล้วก็รีบโทรหาเขมโดยด่วน
    โชคดีที่เขมยังมาไม่ถึง เราก็เลยบอกว่ามาถึงเมื่อไหร่ให้โทรมาก็แล้วกัน



    (แต่ระหว่างที่คุยกันเราก็อ้างชื่อเต้มาตลอดนะ
    บอกโนะว่าเดี๋ยวเต้จะมาขอยืมสมุดไปซีร็อกส์เพราะไม่เคยเข้าเรียน
    ยังไงวันนั้นก็ต้องอยู่รอเต้)
     
     

    ทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นดี..แต่..
    โทรศัพท์เราดันแบ็ตจะหมดเอาซะได้!!
    โอยย เวรของกรรม กรรมของเวรรร
    แม่งงง จะหมดตอนไหนไม่หมด ดันมาหมดเอาช่วงเวลาวิกฤติแห่งชีวิตเอาซะได้
    น่านแหละ เราก็เลยจำต้องปิดเครื่องไป ตามคำบัญชาของผึ้ง
    (ผึ้ง : ปิดเครื่องไปก่อนเลยโฟ่ เลิกเรียนค่อยเปิดใหม่)



    ว่าแล้วก็มาถึงตอนเลิกเรียน..



    ตามกำหนดเดิม คือ ทุกคนจะต้องมาถึงกันช่วงเที่ยง
    แล้วก็จะเซอร์ไพรส์กันที่มีทโดม แต่..
    ถึงเราจะเลิกเลทเป็นเที่ยงกว่าแล้ว.. ทุกคนก็ยังมากันไม่ถึงมีทโดม!! (-"-)
    (ยกเว้นเขม ที่มาประจำการอยู่ ณ ห้องคอมเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว)



    เราก็.. ตายล่ะหว่า แล้วจะทำยังไงดีเนี่ย?!
    ไอ้โนะก็ถาม "โฟ่จะกินโกโก้ใช่มั๊ย?"
    เราก็ โอ้ววว ตายแล้ว เอาไงดีวะ? (คือความจริงไม่ได้อยากกินโกโก้ไง)
    ก็เลยบอกโนะว่า "ไปร้านซีร็อกส์ไปซื้อชีทกันก่อนละกัน"
    แล้วก็โทรหาผึ้ง ผึ้งก็บอกว่า.. "ยังไม่ถึงให้ไปหาอะไรกินกันก่อนก็ได้"
    ก็เลยเปลี่ยนเป็นว่าจะไปเซอร์ไพรส์ที่โรงกลางแทน
    ระหว่างนั้นเขมก็โทรมาเป็นระยะๆ ว่าจะเอายังไง
    เราก็.. เอ่อ คือ เราก็ไม่รู้เว้ยยย
    พอเดินไปซื้อโกโก้เสร็จ กะลังจะเดินไปโรงกลาง
    ไอ้โนะดันเจอเป๋าตรงหน้าบันได้เอสซี
    เราก็.. เอาแล้วไง ถ้าเกิดพวกผึ้งโผล่เข้ามาเอาเค้กกันตอนนี้มีเฮแน่ๆ
    เราก็เลยบอกโนะว่า..
    "โนะอยากกินขนมจีบใช่มั๊ย เดี๋ยวเราโทรไปบอกเต้ว่าจะรอที่ร้านขนมจีบก็ได้"
    แล้วก็รีบโทรหาผึ้งบอกว่าตอนนี้ยังอยู่ที่เอสซีอยู่เลย ตรงแถวๆหน้าบันไดเอสซี
    ไอ้ผึ้งก็อ้าวตายแล้ว เขมกำลังจะเอาเค้กลงมาจากมีทโดมแล้ว
    เราก็เออ งั้นผึ้งบอกเขมด้วยแล้วกัน แล้วก็เปลี่ยนแผน เดี๋ยวเราไปรอที่ร้านขนมจีบแทน
    (เพราะโนะยังเม้าท์กะเป๋าอย่างเมามันส์แบบไม่มีทีท่าจะจบง่ายๆ)
    (ได้ข่าวว่าพอผึ้งวางจากเราก็รีบโทรไปบอกเขมว่า "หยุด!! อย่าเพิ่งเอาเค้กลงไป")
    เหอๆ..โคตรจะวุ่นวาย อารายประมาณนี้



    พอเราจะไปร้านขนมจีบ ปรากฏว่า..
    พวกผึ้ง อัน ทิพย์ ก็มาถึงแล้วนั่นแหละ..แต่.."หญิงยังมาไม่ถึง"
    โอยยยย มึนโว้ยยย
    ไอ้โนะก็เริ่มบ่นๆ ว่าอยากกลับบ้านแล้ว
    เราก็ เอ่อออ โนะ จะไม่รอเต้เป็นเพื่อนเราก่อนหรอ?? (ToT)
    (โนะกลับที นี่แผนพังเลยนะเนี่ย!)
    ไอ้โนะก็ อืมๆ รอก็ได้
    ระหว่างนั้นเราก็เลยโทรไปหาผึ้งอีก
    บอกว่าอย่างงั้นเราไปรอที่โรงกลางก็ได้
    เพราะจนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่ได้กินข้าว (จะบ่ายโมงแล้ว)
    แล้วพอวางจากผึ้งปุ๊บเขมก็โทรมา บอกว่า..
    "ถ้าจะออกจากเอสซีแล้วโทรไปบอกด้วย เพราะจะได้เอาเค้กเดินตามออกไป"



    จะบ่ายโมงแล้ว.. ในที่สุดเราก็ตัดสินใจชวนโนะไปโรงกลางอีกครั้ง



    (โฟ่ : เมื่อกี๊เต้เค้าโทรมาบอกว่าเดี๋ยวจะมาเจอที่โรงกลางน่ะโนะ
    โนะ : แล้วเต้อยู่ไหนแล้วเนี่ย?
    โฟ่  :  ไม่รู้เหมือนกัน แต่คงใกล้ถึงแล้วล่ะมั๊ง ก็เห็นบอกว่าอย่างงั้น
    โนะ : อืมๆ ก็ได้ เหอๆ แอบอยากกลับบ้านไปนอนแล้วนะเนี่ย
    โฟ่  : เราก็เหมือนกันโนะ ไอ้เต้ทำไมมันมาช้าอย่างนี้เนี่ย?!!!!)



    พอถึงโรงกลาง.. ก็ดันเกิดวิกฤติการณ์สยองขวัญขึ้น
    เมื่อไอ้โนะ ดันมองไปเห็น "เต้ตัวจริง" กำลังเดินเอาจานข้าวไปเก็บอยู่
    (โนะ : โฟ่ นั่นมันเต้ไม่ใช่หรอ?
    โฟ่   : ไหนๆ..[เหงื่อตก (><")] เออใช่จริงๆด้วย เดี๋ยวเราไปหาเต้แว๊บนึงนะ โนะรออยู่ตรงนี้ก่อนละกัน)



    เหอๆ พอวิ่งไปถึงเต้ปุ๊บ เต้ก็อารมณ์งงๆ ว่ามีอะไรเกิดขึ้น
    เราก็รีบบอกเต้ว่า..
    "เต้ๆ อยู่คุยเป็นเพื่อนเราก่อนแว๊บนึงนะ
    พอดีวันนี้เราจะเซอร์ไพรส์วันเกิดไอ้โนะ เนี่ยกำลังรอเพื่อนๆที่เหลืออยู่
    แต่พอดีเราอ้างชื่อเต้ไว้ว่ารอเอาสมุดให้เต้ยืม
    แล้วบังเอิญไอ้โนะดันเห็นเต้พอดี เราก็เลยต้องมาหา
    อยู่เป็นเพื่อนเราก่อนก็แล้วกัน แล้วฝากมองโนะให้ด้วยนะจ๊า (><")"

    เต้ก็ขำๆ บอกว่าได้ แล้วก็ทำเนียนมาก เอาสมุดกับชีทเราไปหยิบๆเปิดๆ
    แล้วก็คอยจับตามองรายงานท่าทีของไอ้โนะให้ฟังเป็นระยะๆ
    ระหว่างนั้นเราก็พยายามจะโทรหาพวกอัน
    แต่.. แบ็ตเวรรร มันดันหมดเอาจริงๆซะตอนนั้น
    เต้ก็เลยยื่นโทรศัพท์มาให้ บอกว่าใช้ของเต้ได้เลย (ขอบคุณมากมายจริงๆนะเต้ (T^T))



    พอโทรหาอันปุ๊บ อันก็บอกว่าตอนนี้มาครบหมดแล้ว
    กะลังจุดเทียนกันอยู่ ไม่เกิน 10 นาทีจะเข้าไป
    เราก็บอกอันว่าถ้าเข้ามาแล้วก็ยิงมาด้วยละกัน
    "เราอยู่ตรงฝั่งใกล้ๆกับประตู นั่งใกล้ๆกับบันได..
    ส่วนไอ้โนะนั่งหันหน้าไปทางห้องน้ำ อยู่ประตูตรงฝั่งที่มีตู้เอทีเอ็มน่ะ"

    แล้วเราก็แยกกะเต้ วิ่งกลับมาหาไอ้โนะ ไอ้โนะก็แอบบ่น..
    (โนะ : เราแอบเคืองนะเนี่ย เต้เค้าก็อยู่ ทำไมถึงไม่โทรมาบอกโฟ่ ปล่อยให้พวกเรานั่งรอตั้งนาน
    โฟ่   :  ...(เหอๆ เต้ เราขอโทษน๊า ที่ทำให้โดนด่าฟรีเลย (>o<"))...)



    ระหว่างนั้นเราก็เริ่มหมดมุก ว่าจะดึงไอ้โนะยังไงดี
    ก็เลยบอกโนะไปว่า.. "ขอนั่งพักแว๊บนึงละกัน เราแอบหมดแรงว่ะโนะ"
    (เหอๆ มุกควายมากๆ แต่ตอนนั้นเราแอบหมดแรงจริงๆนะ!)
    และแล้วอันก็ยิงมา.. เราก็แกล้งทำเป็นซันโทรเข้า นั่งพูดอยู่คนเดียว
    เพราะตอนนั้นกำลังจะเดินไปซื้อน้ำกะไอ้โนะ
    เราก็เลยทำเป็นรับโทรศัพท์แล้วนั่งลงต่อ แล้วก็มองหา..
    "พวกอันอยู่ไหนกันฟระเนี่ย??? ทำไมไม่เข้ามาซะที???"
    พอทำเป็นวางสายปุ๊บอันก็โทรมาอีกรอบ
    บอกว่าหาเรากะโนะไม่เจอ
    เราก็ เหอๆ อยู่ใกล้ๆประตูอ่ะอัน ใกล้ๆบันไดด้วย
    แล้วเราก็หันไปเห็นพวกอันยืนถือเค้กมองหาเรากันอยู่ตรงประตูกลางฝั่งเอทีเอ็ม
    และ.. "ไอ้โนะก็ดันหันไปตามเราด้วยเช่นกัน!! (-"-)"



    น่านแหละ..
    แล้วเราก็ทำการแฮ็ป แบบไม่รู้จะบอกว่าเซอร์ไพรส์ดีมั๊ยให้ไอ้โนะกัน
    (ได้ข่าวว่าผึ้งแอบเซ็งกันไปเลย หึๆ)



    โชว์เค้ก ร้องเพลง เป่าเทียน ให้ตุ๊กตา จ้วงเค้ก แล้วก็ถ่ายรูปกัน
    อยากบอกว่า.. เค้กอร่อยกว่าที่คิดไว้เยอะมั่กๆ
    แถมเป็นเค้กก้อนแรกที่กินกันหมดด้วย
    รู้สึกดีที่ได้ทำอะไรอย่างนี้ให้ใครซักคนนึง
    "แฮ็ปปี้ เบิร์ทเดย์นะไอ้น้องโนะ..
    ขอให้มีความสุขมากๆ แล้วก็อยู่กันไปอย่างนี้นานๆนะ v(^o^)v"



    (จากนั้นก็ไปดู Me..myself กัน ณ เมเจอร์รังสิต ถิ่นพวกเรา 55+
    แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป พร้อมกับหัวใจที่พองโต =D )



    เป็นอันว่า จบปฏิบัติการแฮ็ปวันเกิดไอ้โนะ ณ บัดนี้ เย่ๆๆๆ






    * เป็นเรื่องที่ใช้เวลาในการอัพนานมากๆ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะอัพก่อนไปค่ายสัมมนา แต่สุดท้ายก็ไม่เสร็จจนได้

    * เดี๋ยวจะมาอัพเรื่องค่ายสัมมนาครั้งที่ 1 (29 เม.ย - 1 พ.ค) ให้ฟังกัน

    * พรุ่งนี้ก็จะไปค่ายสัมมนาครั้งที่ 2 (4 พ.ค - 6 พ.ค) แล้ว เหอๆ หยั่งงี๊กว่าจะอัพครบทุกอันคงชนกันวุ่นวายน่าดู เอาเป็นว่าจะพยายามรีบๆอัพ ให้จบเป็นเรื่องๆไปนะ

    * ค่ายสัมมนาที่ว่านี้ คือ ไปอบรมสต๊าฟฝ่ายสถานที่งานรับเพื่อนใหม่ที่จะถึงนี้ (คนไปเป็นพี่เลี้ยงเค้าไปอบรมกันจริง แต่ฝ่ายสถานที่ไปลองงานจริง.. เหอๆ อย่างโคตรๆๆๆๆๆ จะเหนื่อย แต่.. ก็สนุกดีนะ)

    * บ๋ายบาย แล้วค่อยว่ากันใหม่ ดีใจนะเนี่ย ในที่สุดก็อัพเสร็จซะที เย่ๆๆๆ เยี่ยม!!!
    April 18

    1551




    (วันนี้เราขอมาบ่น)



    คือ.. แบบว่า..

    "ไม่ไหวแล้วโว้ยยยย!!!"



    เบื่อมากๆกับไอ้ระบบลงทะเบียนเทเลแบงค์เนี่ย
    นับตั้งแต่แรกเข้าปี 1 ยันตอนนี้ปี 3
    ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เราจะลงทะเบียนเรียนได้อย่างสบายใจ
    ทำไมทุกครั้งที่ลงทะเบียนมันจะต้องมีเรื่องงี่เง่าๆทุกๆครั้งด้วย?
    นับตั้งแต่ โทรไม่ติด โทรติดแล้วระบบตัดไปเอง วิชาเต็ม ตารางซ้อน..
    แล้วก็ล่าสุดลงทะเบียนท่าพระจันทร์ - รังสิตไปกลับไม่ได้ เพราะระยะเวลาห่างไม่พอ


    กี่ครั้งแล้วที่เราต้องเสียน้ำตาให้กับไอ้ระบบงี่เง่าอย่างนี้?
    ตั้งแต่ ปี1 ที่ลง TU153 ไม่ได้
    ไปขอแอ็ด ก็ไม่ได้
    ลง PY228 ไม่ได้ เพราะเซ็คเต็มตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง
    ทั้งๆ ที่เค้าเริ่มให้ลงทะเบียนตอน 7 โมง!
    แต่ละวิชา ก็รู้ๆอยู่ ว่าเป็นวิชาที่มีคนอยากลงเยอะ
    แล้วทำไมต้องทำเป็นหวงความรู้
    เปิดแค่นิดๆหน่อยๆด้วย??


    (ความจริง เราก็รู้แหละ ว่าไปว่าเค้ามันก็ไม่ถูก
    ที่ถูกคือควรจะด่าตัวเองนี่แหละ
    ที่เสร่อไปลงเอกที่ตารางมีปัญหาที่สุดในโลก)


    แล้วล่าสุด วันนี้..
    มันไม่ให้เราลงทะเบียน
    สาเหตุเพราะตารางเราต้องเรียนที่ท่าพระจันทร์แล้วไปเรียนต่อที่รังสิตบ่าย
    แต่ไอ้ระบบมันบอกว่า ไม่ได้เพราะเวลาห่างกันไม่พอ
    "พ่อมึงดิ!!"
    (ขอโทษนะคะ ที่ใช้คำไม่ค่อยสุภาพ แต่ขอซักนิดเถอะค่ะ มันอดไม่ไหวแล้วจริงๆ)
    คือ.. มึงจะมาตรัสรู้อะไรกะกูมิทราบ?
    เรียนได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่หน้าที่ระบบที่จะมาจัดแจงคิดแทนคนเรียนอย่างนี้


    เฮ่อ.. กลับเข้าโหมดปกตินะ
    เราไม่อยากใช้คำไม่สุภาพซะเท่าไหร่น่ะ
    รู้สึกขัดกับตัวเอง..


    อ่ะต่อๆๆ..


    แล้วก็น่าเบื่อมาก
    เวลาที่ลงเรียนไม่ได้
    แล้วมีคนบอกว่า.. "ทำไมไม่สำรองตัวอื่นไว้ล่ะ?"
    คือ.. คิดว่าเราไม่ได้คิดเผื่อไว้รึยังไง?
    ไม่ใช่ไม่สำรอง แต่มันต้องมีเหตุอื่นๆด้วยสิ
    เช่น ที่สำรองไว้ด้วยมันก็ลงไม่ได้หมดเหมือนกันอะไรอย่างนี้
    แล้วนึกออกป่ะ? พอลงไม่ได้ปุ๊บแล้วโดนพูดแบบนี้ใส่แล้วมันจี๊ดอ่ะ
    แบบว่า..
    กว่าเราจะจัดตารางเรียนแต่ละเทอมได้
    เราต้องคิดแล้วคิดอีก
    ไม่ใช่มานั่งเทียนจิ้มสุ่มลงทะเบียนเอาซะหน่อย
    อย่ามาพูดเหมือนเราไม่มีความคิดอย่างนั้นได้มั๊ย?
    เคืองว่ะ เคืองๆๆ


    นับวันๆ เราก็เริ่มไม่แน่ใจเข้าไปทุกที
    ว่าเราจะเรียนจบได้ใน 4 ปีมั๊ยเนี่ย?
    ก็ดูตารางง่อยๆพวกนี้สิ
    ลงวิชาอะไรไม่ได้เลยซักอย่าง
    วิชาทง วิชาโท ก็แทบจะยังไม่ได้เริ่มเก็บ
    แถมไม่รวมกับวิชาเอกที่ท่าทางจะต้องรีอีกตั้งหลายตัว
    แล้วดูสิ เราล่ะจินตนาการไม่ออกจริงๆ
    ว่าเราจะเอาวิชาอะไรมาลงเก็บหน่วยให้ครบโดยที่เราไม่ต้องฝืนใจเรียน
    แล้วก็ตารางไม่ซ้อนกับวิชาเอก


    เฮ่อ.. ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว


    แถมพอยิ่งคิดว่า เรายังจะต้องใช้ระบบนี้ลงทะเบียนไปอีกตั้งหลายครั้ง
    ก็ยิ่งเซ็งเข้าไปอีก
    เบื่อมันๆๆๆๆๆๆๆ
    เมื่อไหร่มันจะพัฒนาระบบให้มันดีกว่านี้ฟระเนี่ย???
    หากบังคับตารางมาเลยยังจะรู้สึกโล่งใจกว่าอีก
    ว่าอย่างน้อยเราก็มีวิชาเรียนแน่นอน
    ไม่ใช่ล่องลอยไม่รู้อนาคตตัวเองอย่างนี้



    เฮ่อ.. บ่นเหมือนๆเดิม เป็นรอบที่ล้านแปด





    * ช่วงนี้คิดถึงใครหลายๆคน อยากเจอจังนะ

    * แดงเดือดอีกแล้วค่ะ หงุดหงิดได้อีก

    * แถมมาเจอกับระบบงี่เง่า ยิ่งเซ็งเป็นทวีคูณ

    * ความจริงตอนแรกอยากอัพมากกว่านี้ แต่ พอดีกว่า เด๋วยิ่งอัพยิ่งหลงประเด็น

    * ไปแระ

    April 06

    แถ่ก



    หลังจากที่โดนอันแถ่กมาพักนึงแล้ว
    ตอนแรกก็ว่าจะมาอัพเลย แต่..


    "เราลืมง่ะ!! (-"-)"


    น่านแหละ วันนี้ก็เลยตั้งใจว่าจะเข้ามาอัพซะที
    หลังจากที่ดองมันมานานซะเหลือเกิน
    หึๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นเรื่องลับหรือไม่ลับ
    เพราะความจริง มาถึงวันนี้เราแอบลืมไปแล้วว่าอยากจะอัพอะไร (แป่ว..)
    ตอนที่กำลังนั่งพิมพ์อยู่นี่ก็ยังนึกไม่ค่อยออก
    เอาเป็นว่า เรื่องจะออกมาเป็นแบบไหนก็ต้องลองติดตามชมกันนะคะ (^o^)



    เรื่องแรก.."เราชอบกินเย็นตาโฟเพราะเป็นสีชมพู"
    เหอๆ ความจริงเรื่องนี้มันเป็นเรื่องเมื่อนานนมมาแล้วล่ะ
    เมื่อก่อนเราจะชอบคิดว่า ก๋วยเตี๋ยวนี่มันไม่น่ากินเอาซะเลย
    เพราะดูจากสีแล้วมันก็ท่าทางจะจืดน่าดู
    (นึกออกป่ะพวกก๋วยเตี๋ยวน้ำสีใสๆอ่ะ)
    จนมาวันนึงเห็นแม่สั่งเย็นตาโฟกิน
    ด้วยความที่ไม่เคยเห็นก็เลยรู้สึกว่า..
    "ไอ้แบบนี้แหละ..มันต้องอร่อยกว่าแบบไม่มีสีแน่ๆ"
    แล้วพอได้ชิมดู ก็รู้สึกว่า "โอ้ววว มันช่างอร่อยอะไรเช่นนี้???"
    หึๆ นึกออกป่ะ ว่าเวลาผู้ใหญ่เค้ากินกัน เค้าก็จะปรุงรสไปด้วย
    แต่ด้วยความที่เรายังเด็กอยู่เราก็เลยคิดว่า..
    "มันอร่อยเพราะมันเป็นสีชมพู!!"
    หลังจากนั้นก็ฝังใจอย่างนั้นมาตลอด
    ถึงแม้จะโตแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่า..
    "เย็นตาโฟ อร่อยกว่า ก๋วยเตี๋ยวน้ำธรรมดา"
    อืม..จะว่าไปเย็นตาโฟนี่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นก็ได้นะ
    เพราะหลังจากนั้นเราก็เลยกลายเป็นว่าชอบก๋วยเตี๋ยวที่มีสีสันอ่ะ
    เช่น ก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวไก่ตุ๋น แล้วก็..สุกี้
    ไม่รู้สินะ ถึงจะรู้ว่าความจริงไอ้ก๋วยเตี๋ยวที่ไม่มีสี
    ถ้าเราปรุงมัน มันก็มีรสชาติขึ้นมาได้
    แต่ถึงงั้นก็เหอะ เราก็ยังรู้สึกว่าสู้ก๋วยเตี๋ยวที่มีสีไม่ได้อยู่ดี
    ทั้งหมดนี่อาจจะเป็นเพราะอิทธิพลจากเย็นตาโฟของแม่ชามนั้นก็ได้

     


    เรื่องที่สอง.."เรารู้จักสยามครั้งแรกตอน ม.2"
    หึๆ..หลายคนอาจคิดว่าแปลกชะมัด ทั้งๆที่เป็นเด็กกรุงเทพฯแท้ๆ
    แต่ไหงถึงได้มารู้จักสยามเอาตอนโตเป็นควายแล้วล่ะนั่น??
    ความจริงแล้วเราก็จำรายละเอียดไม่ได้เหมือนกัน
    จำได้แต่ว่า วันนั้นต้องไปทำอะไรซักอย่างที่สยามเป็นเพื่อนไอ้ปลา
    ก็เลยได้ไปเห็นสยามจริงๆก็วันนั้น
    อืม..แต่เหมือนก่อนหน้านั้นเราก็เคยได้ยินคนพูดถึงสยามนะ
    แต่เราก็ไม่เคยรู้เลยว่ามันเป็นที่ยังไง
    คิดมาตลอดเลยว่า มันคงจะเป็น "ห้าง" ล่ะมั๊ง
    แต่พอได้ไปเห็นจริงๆ เราก็รู้สึกว่า..
    "มันไม่เห็นจะเป็นที่ที่น่าสนุกตรงไหนเลย"
    ความคิดแบบนั้น มาถึงวันนี้บางครั้งก็ยังคิดอยู่
    อาจเป็นเพราะเวลาเราไปสยามเราก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรซักเท่าไหร่ล่ะมั๊ง
    กินข้าวก็กินอยู่ร้านเดิมๆ.. เดินเล่นก็เดินอยู่ที่เดิมๆ..
    หึๆ ไม่เคยจะจำได้ว่าอะไรตั้งอยู่ที่ตรงส่วนไหน
    แล้วก็ไม่เคยรู้ว่าจะซื้ออะไรที่นั่นดี
    แต่นั่นแหละ ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่มันก็เป็นที่ๆทุกคนรู้จัก
    แล้วก็มีอะไรมากกว่าที่เราคิด แต่ที่เรารู้สึกว่ามันไม่มีอะไร..
    บางทีอาจเป็นเพราะตัวเราเองไม่เคยสนใจก็ได้!


     

    เรื่องที่สาม.."เราชอบโรงเรียนกวดวิชามากเลย"
    เหตุผลอาจจะดูงี่เง่าหน่อยนึง
    คือ.. ตั้งแต่เด็กๆ เราไม่เคยเรียนพิเศษ
    เพราะต้องทำกิจกรรมโน่นนี่อยู่ตลอดก็เลยไม่มีเวลาจะไปเรียน
    (วันจันทร์เรียนยูโด วันอังคารเรียนยิม วันพุธเรียนรำไทย วันพฤหัสเรียนศิลปะ วันศุกร์เรียนว่ายน้ำ วันเสาร์เรียนแจ๊สแด๊นส์ วันอาทืตย์เรียนเปียโน แถมทุกเย็นยังต้องซ้อมวงโยฯอีก.. อะไรอย่างนี้เป็นต้น // ความจริงเราก็จำไม่ได้ขนาดนั้นหรอกว่าวันอะไรเรียนอะไร รู้แต่ว่าเราเรียนทั้งหมดนั้นในหนึ่งสัปดาห์ แถมยังต้องซ้อมว่ายน้ำทุกวันถึงดึกๆ อีกด้วย!!)
    เราก็เลยรู้สึกว่า การได้เรียนพิเศษเนี่ยมันเป็นอะไรที่พิเศษจริงๆ
    จนกระทั่งพอขึ้น ม.4 เราก้ได้เรียนพิเศษจริงจังอย่างที่เคยหวังมาตลอด
    จำได้ว่าเป็นวิชาฝรั่งเศส ที่ pinnacle กับ อ.จินตนา
    คาบแรกที่ไปเรียนอ่ะตื่นเต้นมากเลย
    เพราะตอนนั้นไม่เคยเรียนภาษาฝรั่งเศสมาก่อนก็เลยยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเข้าไปใหญ่
    จำได้ว่าตอนนั้นไปเรียนกับปลา
    เป็นซัมเมอร์ก่อนขึ้น ม.4
    ยิ่งเรียนก็ยิ่งชอบ (ถึงจะโดดเรียนบ้างก็เหอะ)
    น่านแหละ แล้วยิ่งพอเปิดเทอมแล้วทำคะแนนได้ดี
    ก็ยิ่งรู้สึกชอบเรียนพิเศษเข้าไปใหญ่!
    ความจริงแล้วก่อนหน้านั้นเราก็เคยมีเรียนพิเศษมาบ้าง
    แต่อาจเป็นเพราะว่าไม่ได้เรียนอย่างจริงจังซักเท่าไหร่ล่ะมั๊ง
    ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะเรียนพิเศษที่เป็นเรียนพิเศษจริงๆมากกว่านี้
    ก็มาตอนม.ปลายเนี่ยแหละ ที่ได้เรียนซะสมอยาก
    ทั้ง สมศรี ลิลลี่ อ.ปิง มนชัย อ.จิน และอีกหลายๆที่ที่จำไม่ได้แล้ว
    อืม..จะว่าไปตอนที่ไปเรียนที่ JLS กับโนะ..เราก็ชอบมากเลยนะ
    ว่าแล้วก็เลยอยากเรียนพิเศษภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาเลย
    อยากเรียนพิเศษจัง!


     

    เรื่องที่สี่.."เราไม่ชอบอยู่นอกบ้านคนเดียวตอนเย็นๆ"
    อืม..มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีจริงๆนะ
    เหมือนกับจะรู้สึกใจคอไม่ดี แล้วก็หวิวๆตลอดเวลา
    ทั้งๆที่ถ้าเป็นช่วงกลางวันถึงจะเดินอยู่คนเดียวก็ไม่รู้สึกอะไรแท้ๆ
    แต่พอเริ่มซัก 4 - 5 โมงปุ๊บ อาการก็จะเริ่มมาทันที
    เหมือนกับเป็นโรคจิตอย่างนึงน่ะ
    "ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าเลือกได้ เราก็จะไม่อยู่"
    อารมณ์ประมาณนี้ล่ะมั๊ง


     

    เรื่องสุดท้าย.."เราไม่ชอบเวลาถูกคนมอง"
    เอ.. ไม่รู้ว่าเรื่องนี้คนอื่นๆก็เป็นเหมือนกับเรารึเปล่า?
    แต่เราจะรู้สึกอึดอัดทุกครั้งหากรู้ตัวว่าถูกใครกำลังจ้องอยู่
    นึกออกป่ะ ไม่ใช่มองแบบเวลาเพื่อนๆมองกันนะ
    แต่เป็นคนที่ไม่ค่อยสนิทจนกระทั่งถึงพวกที่ไม่รู้จักกันมองน่ะ
    มองแบบ.. "ไม่สื่ออารมณ์" อะไรหยั่งงี้
    อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ายังไง
    แต่มันเหมือนกับว่า พอรู้ตัวปุ๊บ เราก็จะเริ่มกังวลว่า..
    เอ๊ะ? เค้ามองเราทำไมกันนะ?
    มีอะไรรึเปล่า? หรือเราทำอะไรผิดไปใช่มั๊ย?
    อะไรเหล่านี้เป็นต้น
    มีอยู่ครั้งนึง เราเคยคุยเรื่องนี้กับปิ๊ม
    ปิ๊มบอกว่า.. "ก็อย่าคิดมากสิ คิดซะว่าเค้ามองเพราะว่าเราสวยก็สิ้นเรื่อง"
    แต่ใครซักคนในกลุ่มก็แย้งขึ้นมาทันทีเหมือนกันว่า..
    "เค้ามองว่าสวย หรือเพราะเราลืมรูดซิปกางเกงกันแน่??"
    เหอๆ ตั้งแต่นั้นมา พอมีใครมองปุ๊บ เราก็จะเผลอเอามือไปลูบซิปกางเกงโดยอัตโนมัติทุกที
    เฮ่อ.. เมื่อไหร่จะหายซะทีนะ ไอ้โรคจิตประหลาดๆแบบนี้เนี่ย!!



    หมดแล้วเรื่องที่จะอัพแถ่ก
    ว่าแล้วก็เลยอยากอัพเรื่องที่เป็นอะไรเกี่ยวกับเราขึ้นมาอีกครั้งเลย
    เอาไว้คราวหน้าจะมาอัพละกัน




    * ช่วงนี้โรคกลัวมือถือกำเริบอีกแล้ว แล้วกำลังลุกลามไปสู่เอ็มเอสเอ็น เพราะงั้นหากไม่ได้รับการติดต่อจากเราก็อย่าเป็นกังวลไป เราแค่รู้สึกไม่อยากเจอหน้าใครก็แค่นั้นเอง

    * ยังคงปวดกระเพาะเหมือนเคย

    * รู้สึกอยากเรียกร้องความสนใจจากใครซักคน (อารมณ์เหมือนพวกชาวซิมส์เวลาต้องการอะไรซักอย่างน่ะ)

    * เมื่อวานไปสยามกับปิ๊งมา พอไปกินเอ็มเคแล้วตกใจมากเลย อะไรๆก็เปลี่ยนไปซะหมด ทั้งถ้วยชาม ทั้งรูปแบบ แถมพนักงานยังมีเต้นโชว์อีก!! โอ้วว นี่เราไม่ได้เข้าเอ็มเคมานานขนาดนั้นเลยรึเนี่ย? ถึงได้รู้สึกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปซะหมด

    * เรียนกฏหมายสนุกมาก รู้สึกว่า "เรียนแล้วไม่โง่จริงๆ" (นึกออกป่ะ ที่มีคำพูดที่ว่า รู้กฏหมายไว้แล้วจะไม่โง่อ่ะ)

    * รู้มั๊ยว่า..การใส่เสื้อกล้ามออกจากบ้านน่ะ จริงๆแล้ว "ผิดกฏหมาย" นะ

    * มีเรื่องอยากเม้าท์เยอะ แต่ไว้แค่นี้ก่อนดีกว่า ไปอาบน้ำก่อนละ บายย
    March 31

    ไร้อารมณ์



    ช่วงนี้รู้สึกได้ถึงความไร้อารมณ์ของตัวเองยังไงบอกไม่ถูก



    อืม..มันเหมือนกับว่ารู้สึกอยากอยู่นิ่งๆ
    โดยไม่ต้องรับรู้เรื่องอะไรของใครซะมากกว่า
    แต่ในเมื่อความเป็นจริงเราไม่สามารถจะทำอะไรอย่างนั้นได้
    ก็เลยต้องทนให้ชีวิตมันดำเนินต่อไป



    นับจากเริ่มปิดเทอมมาจนถึงวันนี้..
    เรารู้สึกเหมือนกับว่า เราทิ้งใครหลายคนเอาไว้ข้างหลัง
    แล้วก็หนีกลับมาอยู่ในโลกของตัวเองมากขึ้น
    แต่ถึงจะบอกว่าทำอย่างนั้น..
    แต่ในความจริงแล้ว เราไม่สามารถหนีใครพ้นได้เลย
    ถึงจะกลับมาอยู่ในโลกของตัวเอง
    แต่สมองก็ยังคงคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ของคนรอบข้างไปเรื่อย
    อืม.. แต่คำว่าคิดของเรา ความหมายคงจะต่างจากของคนอื่นๆล่ะมั๊ง
    ไม่รู้เหมือนกัน..



    จะว่าไปมันก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นคนเย็นชาเหมือนกันนะ
    เวลาที่เห็นเพื่อนๆบ่นคิดถึงกัน
    แต่วูบนึงของเราตอนนี้ ถ้าพูดตามตรง..
    "เราอาจจะคิดถึงทุกคนน้อยกว่าที่ทุกคนคิดถึงเราก็ได้"
    ไม่ใช่ว่า "ไม่คิดถึง" แต่ไม่ได้มากขนาดทำอะไรต่อไปไม่ได้..
    พอคิดอย่างงี้ ก็เลยยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนใช้ไม่ได้มากขึ้นทุกทีๆ
    เฮ่อ.. ไม่ดีเลยนะความรู้สึกอย่างนี้



    ตอนนี้เรามีเรื่องให้คิดให้เครียดมากพออยู่แล้ว
    จนบางครั้งก็คิดอยากจะหายตัวไปจากที่ตรงนี้ด้วยซ้ำ
    ไม่อยากเจอหน้าใคร
    ไม่อยากรับรู้อะไร
    ไม่อยากทำอะไร
    ไม่อยาก.. ไม่อยาก.. ไม่อยากอะไรทั้งนั้น!!



    แต่เรารู้ว่าถ้ายิ่งเราปิดตัวเองมากแค่ไหน
    มันก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองมีเวลาฟุ้งซ่านมากขึ้นเท่านั้น
    เพราะงั้นไม่ว่าใครชวนไปไหนเราจึงตอบตกลงไปด้วยง่ายๆแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก
    ขอเพียงแค่เอ่ยปากเท่านั้น ไม่ว่าไปไหน เราก็ไปได้อยู่แล้วถ้ามันไม่ชนกับคิวอื่น



    จะว่าไปตั้งแต่ปิดเทอมมานี่..
    เราก็ยังคงไม่โทรหาใครหากไม่มีธุระ
    ไม่ชวนใครไปไหนก่อน
    ไม่ทักเอมใคร
    และก็อื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับใคร



    แต่น่าแปลกนะ..แทนที่ทำอย่างนั้นแล้วจะได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น
    กลับกลายเป็นว่า เรามีแต่เรื่องยุ่งๆให้ต้องออกไปทำแทบจะทุกวันเลยทีเดียว
    อืม... ไม่ใช่ว่าการที่ออกจากบ้านคือการฝืนใจไปพบนะ
    เราออกไปเจอเพราะอยากเจอเหมือนกัน
    คือ อยากให้เข้าใจตรงกันน่ะ
    ไม่ใช่เดี๋ยวมานั่งคิดมากกันทีหลังว่าเราบ่นอย่างนั้น..
    แล้วที่บอกคิดถึงเวลาเจอกันมันหมายความว่ายังไงกัน
    (หากพูดว่า คิดถึง ก็คือ คิดถึง พูดอะไรยังไงก็คือหมายความตามนั้น)



    เฮ่อ.. เหมือนกับมาแก้ตัวเลยเนอะ
    แต่ช่างมันเถอะ
    เราก็แค่เหมือนเคย.. มาบ่นเพ้อเจ้อเรื่อยๆของเรา
    จะเก็บเอาไปคิดก็ได้นะ เราไม่ว่า
    แต่ คิดแค่นิดหน่อยก็พอ
    เพราะนี่มันเป็นปัญหาทางอารมณ์ของเราเอง
    ถึงใครจะมาปวดหัวคิดแทนมากมายก็คงทำอะไรให้เราไม่ได้หรอก
    เพราะงั้นก็.. ตามนี้ละกัน



     

    ปวดกระเพาะมากเลย
    ไม่อยากได้เรื่องปวดหัวมาคิดอีกในตอนนี้
    รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองจะตายเอา
    (อันนี้พูดจริงจัง ไม่ขำ)
    จะว่าเราใจร้ายก็ได้
    แต่ตอนนี้ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน
    เรื่องของคนอื่นค่อยว่ากันอีกที



    เฮ่อ.. ทำไมเราถึงเป็นไปได้ถึงขนาดนี้เลยนะ???
    แย่ชะมัด!!




    * ยังคงตามอ่านไดทุกคนเหมือนเคย และก็ตอบเมลทุกคนเหมือนเคยด้วย เพียงแต่อาจจะไม่ได้เจอกันในเอมแบบตัวเป็นๆซักเท่าไหร่

    * ช่วงนี้สุขภาพจิตค่อนข้างแย่(ในเรื่องส่วนตัว) เพราะงั้นหากเป็นไปได้ มีอะไรก็ขอให้พูดกันมาตรงๆและเคลียร์ๆจะดีกว่านะ เพราะเราคงไม่มีอารมณ์มาเดาความรู้สึกใคร เพราะแค่ตัวเองก็จะไม่รอดแล้ว

    * อย่างที่บอก ใครอยากไปไหนทำอะไรก็บอก หากไม่ติดอะไรก็จะจัดคิวให้

    * แบ๋ม.. ทำไมหนีไปฮ่องกงไม่บอกกล่าว? ไหนว่าจะรอโอสอบเสร็จแล้วนัดเจอกันไง แล้วหยั่งงี้เมื่อไหร่จะได้ไปพร้อมๆหน้ากัน 4 คนล่ะเนี่ย???

    * ผึ้ง.. ที่เราชวนในเม้นท์ผึ้งก็จริงจังเหมือนกัน เผื่อสนใจไปนั่งเรียนด้วยกันฆ่าเวลา

    * เขม.. ที่มาเม้นท์ไว้มีอะไรรึเปล่า? อย่างที่บอกไปในเม้นท์เขมแล้วเหมือนกัน มีอะไรจะพูดก็ว่ามา ถ้าไม่มีช่วงนี้เราขอนะ ว่าเม้นท์กึ่มๆแบบนี้ ของดชั่วคราว มันทำลายสุขภาพจิตน่ะ แล้วเดี๋ยวจะพาลโกรธกันซะเปล่าๆ

    * อ่านไดแอม กับ พลอย แล้วก็รู้สึกว่า.. ดีจัง ที่ยังร่าเริงดีกันอยู่

    * ขอโทษจริงๆ ที่วันนี้เราอัพได้เย็นชา ไร้อารมณ์มากๆ ไม่ได้ตั้งใจ แต่ปวดกระเพาะไม่ไหวแล้ว

    * หากดีขึ้นแล้ว คงมีอารมณ์มาปั้นหน้ายิ้มรื่นอัพไดที่ดูมีความสุขต่อไป
    March 28

    มาตามคำเรียกร้อง




    หลังจากเราเปิดซัมเมอร์ไปได้ 3 วัน
    (เราเริ่มเรียนตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ที่เพิ่งผ่านมา)
    เราก็พบว่า.."วิชากฏหมายนี่มันสนุกกว่าที่คิดไว้นะเนี่ย!"
    เห็นอย่างนี้แล้วค่อยมีกำลังใจเรียนขึ้นมาหน่อย ^--^



    แต่ถึงจะบอกว่าสนุกก็เหอะ
    เราก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะทนไปเรียนจนครบทุกครั้งได้รึเปล่า?
    เพราะแค่สามวันที่ผ่านมา
    เราก็เหนื่อยกับการเดินทางไปกลับบ้าน-รังสิต จนสลบเหมือดทุกวันอยู่แล้ว
    ชักสงสัยแล้วสิว่า..
    "การเดินทางมากๆเนี่ย มันจะบั่นทอนชีวิตเราให้สั้นลงมั๊ยนะ?!"



    แถมยิ่งถ้าเจอประกาศงดเซ็คโดยไม่แจ้งล่วงหน้า..
    แบบเมื่อวานบ่อยๆนี่มันก็แย่เหมือนกันนะ
    คิดดูสิเราอุตส่าห์ถูกปลุกตั้งแต่ตี 5
    นั่งรถไปเกือบ 3 ชั่วโมง
    (นั่งรถเมลน่ะ เพราะรถตู้ไม่มี คิวเต็มหมด (-"-) )
    เพื่อให้ไอ้โนะโทรมาบอกว่า..
    "อาจารย์งดเซ็ค!!"



    หึๆ.. เซ็งได้อีกน่ะ
    พอเหยียบพื้นมหาลัยได้ปั๊บ
    ก็แทบจะหารถกลับมาในบัดดล
    สรุป.. เมื่อวานต้องเสียค่ารถไปเกือบร้อย
    ตื่นตั้งแต่ไก่โห่..
    โดยไม่ได้อะไรเลย!



    อย่างที่บอก.."เซ็งได้อีก!!"



    แล้วเมื่อวานใครก็ตามที่มาบอกเราว่า
    "งดเซ็คน่ะโชคดีออก"
    เราล่ะสุดแสนจะเคือง
    ไม่ได้ว่านะ..คือคนพูดน่ะไม่ได้เป็นคนเจอแบบเรานิ
    และถึงเจอเหมือนกันแล้วรู้สึกอย่างนั้น
    ก็ไม่ต้องมาพูดกับเราแบบนั้นก็ได้
    เพราะเมื่อวานเราก็ตั้งหัวเอม
    เซ็งเรื่องนี้อยู่แล้ว
    จะมาพูดกับเราอย่างนั้นทำเพื่อ???
    ไม่ได้อยากมาโกรธเคืองกับเรื่องงี่เง่าอย่างนี้นะ
    แต่.. ขอร้อง..
    คิดไม่เหมือนกันก็ไม่ต้องมาพยายามยัดเยียดความคิดตัวเองใส่หัวเราได้ป่ะ?
    ..เราไม่ชอบน่ะ..



    จบเรื่องน่าเซ็งนั่นแล้วมาเข้าเรื่องกันต่อดีกว่า..



    เราแอบฮาอาจารย์มากเลยอ่ะ
    ขี้เม้าท์ซะจริงๆ
    แล้วแบบ.. เวลาสอนทีนี่นะ..
    เหี้ย.. ห่า.. กู.. มึง.. หลุดออกมาตลอด
    ฮ่าๆๆ นั่งเรียนไปฮาไป
    ยิ่งเวลาเค้าเม้าท์ชีวิตเค้านี่ยิ่งแบบว่า..ฮาได้อีก
    เค้าชอบเล่าเวลาไปฉะกะคนฝรั่งเศสสมัยได้ทุนไปเรียน
    ฟังแล้วแบบว่า ฮา คิดได้
    เป็นเรา เรานึกคำด่ากลับไม่ทันหรอก
    คิดดูดิ เค้าโดนคนฝรั่งเศสด่า
    แล้วเค้าเถียงกลับเป็นภาษาฝรั่งเศสไม่ทัน
    เพราะไม่เก่งฝรั่งเศส
    ก็เลยตอกกลับไปว่า "เจ๊กพ่อมึง!"
    (chinois ton père--ชินัว ตง แปร์)
    ฮ่าๆๆๆ เจ๊นั่นเลยถึงคราวอึ้งไปเลย
    งงว่า.. ไอ้ที่เค้าด่าไปหมายความว่าไง
    ฮ่าๆๆๆ เราล่ะฮา คิดได้ 'เจ๊กพ่อมึง'



    ส่วนเรื่องตัวเนื้อหา..
    เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
    ไอ้ที่เรียนเข้าใจทุกวันนี้
    พอถึงเวลาสอบจริง จะทำได้มากน้อยแค่ไหน
    แต่ก็..นะ พยายามกันต่อไป \(>o<)/


     

    อืม..จะว่าไปช่วงนี้มีเรื่องซวยๆเกิดขึ้นเยอะแยะเลย
    อย่างเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
    เริ่มเรียนวันแรกใช่มะ..ก็ปรากฎว่าหารถไปเรียนไม่ได้
    เพราะรถคิวยาวมาก แถมไม่ค่อยมีรถวิ่งอีก
    สรุปว่า "สาย" ตั้งแต่วันแรก
    (เค้าเริ่มเรียน 9 โมง เราไปถึง 10 โมง (-"-)
    นี่ขนาดออกจากบ้านตั้งแต่ 7 โมงแล้วนะ!)



    พอไปถึงปุ๊บเข้าไปห้องเรียน
    ด้วยความที่มันเป็นเซ็คใหญ่คนเยอะมาก
    แต่เนื่องด้วยเป็นคาบแรกและห้องสด
    "มันก็เลยเงียบมากๆด้วยเช่นกัน"
    แล้วประเด็นคือ..
    ไอ้โนะดันจองที่ซะแถวที่ 4 จากหน้าสุด
    แถมอยู่ด้านหน้าอาจารย์อีก
    แล้ววันนั้นเราก็ดันใส่ส้นสูงไปด้วย!



    หึๆ..คิดภาพออกมะ?
    เดินที มันก็ดังแต๊กๆๆๆ
    แล้วเดินผ่านใคร เค้าก็หันมามอง
    แล้วนึกตามดิ กว่าจะเดินลงไปถึงที่นั่งได้
    เหอๆ.. คนเกือบ 400 มองตาม..
    ราวกับว่าเป็นงานประกาศรางวัลอะไรซักอย่างเลยทีเดียว
    หึๆ..แบบว่า
    "อายได้อีก!!"



    หลังจากนั้นเราก็ยังต้องเผชิญวิบากกรรมอีกมากมาย
    เช่น เดินออกมาจากตึกเรียนปุ๊บ ฝนก็ตกใส่ปั๊บ
    แถมเป็นชุดนักศึกษาอีกตะหาก
    แล้วพอขึ้นรถตู้ นึกว่าจะหนีมันพ้น
    หึๆ..เปล่าเลย
    ที่ๆเรานั่งดันน้ำรั่ว.. น้ำหยดใส่เสื้อตลอดทาง!



    พอไปถึงสยาม
    พื้นยางของรองเท้าส้นสูงก็ดันหลุดไปข้างนึงอีก!
    (หึๆ ก็ไอ้คู่ขาวสุดไฮโซ ส้นแข็งแรงได้ใจของเรานั่นแหละ
    แบบว่า เซ็งได้อีก!!)
    นึกภาพออกป่ะ ว่ามันไม่ใช่ตรงส้นนะ
    แต่เป็นแผ่นยางตรงใต้รองเท้าเลยอ่ะที่หลุดหายไป



    อันบอกว่า..มันหลุดหายไปได้ยังไงวะโฟ่?
    นั่นสิอัน เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน



    แล้วพอไปดูหนัง
    ก็ปรากฏเหตุบุ๊คที่ซ้ำกันอีก
    หึๆ อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้
    นั่งดูหนังไปด้วยความหงุดหงิดใจ
    นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับกรูฟระเนี่ย???



    พอตอนขากลับ
    เราเมล์ที่ขึ้นนี่ก็อารมณ์ว่า..ประติมากรรมปลากระป๋องมากๆ
    แบบว่า เบียดกันได้อีก
    จะเบียดไปไหนเนี่ย?
    แล้วคิดดูสิ ร้อนก็ร้อน
    ยังต้องมาโดนเบียดอัดอยู่ในรถเกือบชั่วโมง
    แถมยืนตลอดทางด้วย
    หึๆ..บอกกับเจอโรคจิตอีก
    ชิ ถือโอกาสคนเยอะๆ แอบมาทำมั่วนิ่มจับก้นหรอลุง??
    เด๋วบั๊ด ...เลย!!




    มาเมื่อวาน
    ก็อย่างที่บอกไปแล้ว
     ตื่นแต่เช้า ไปรังสิต แล้วเจอเหตุงดเซ็คไม่แจ้งล่วงหน้า



    อะไรเหล่านี้..เป็นต้น



    เรื่องความซวยความจริงยังมีอีกเยอะ
    แต่พอแค่นี้ดีกว่า
    เดี๋ยวจะกลายเป็นไม่จบไป

     


    ตั้งแต่ปิดเทอมมาจนถึงวันนี้
    เรารู้สึกว่า เรายังแทบจะไม่ได้พักแบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย
    ออกจากบ้านแทบจะทุกวัน
    แล้วก็.. นะ
    ไปไหนไม่ไป ไปสยามแม่งจะทุกวัน
    ไปจนจะไปกางเต้นท์นอนแถวนั้นแล้วเนี่ย!



    ความจริงมันก็เหนื่อยแหละ
    แต่มันก็ดีใจด้วยอ่ะ ที่ได้ไปเจอเพื่อนๆ
    เพราะเหมือนกับว่า ตอนที่เราไปอยู่รังสิตเราก็ไม่ค่อยมีเวลามาให้เพื่อนเก่าๆใช่ม่า
    พอช่วงนี้ได้มาเจอกันบ่อยๆ
    ก็เลยรู้สึกดี
    เอาวะ เหนื่อยหน่อยแต่ก็ถือว่าคุ้มแหละ



    ว่าแล้ว เราก็พอซะแค่นี้ดีกว่า
    ความจริงมีเรื่องอยากอัพเยอะมาก
    เพราะดองไว้นานเหลือเกิน
    แต่.. ช่างมันเถอะ
    เพราะอะไรๆ มันก็ผ่านไปหมดแล้ว
    ถึงจะไปพูดถึงมันอีกในตอนนี้
    มันก็คงจะไม่ได้อะไรขึ้นมา



    เฮ่อ..จบๆๆๆ





    * มาอัพตามคำเรียกร้องแล้วนะจ๊า (^--^)  

    * หุๆ ปกติเราไม่ค่อยหายจากสเปซไปนานๆใช่ม่า แหม.. ไม่เห็นเรานานๆ คิดถึงล่ะสิ

    * ช่วงนี้เราไม่ค่อยว่างจริงๆ ถึงไม่ได้ออน ไม่ใช่ว่าขี้เกียจแล้วไม่ออนนะ

    * แต่ถึงไม่ได้เข้ามาอัพได หรือว่าไม่ได้โทรคุยกับใคร แต่เราก็ยังคอยตามข่าวทุกคนอยู่เสมอเลยนะ

    * ถ้าเหงากันมาก โทรมาหาเราก็ได้นะ ถึงจะไม่ค่อยว่าง แต่ก็พอจะคุยแก้เหงาด้วยได้ เพราะเราก็คิดถึงทุกคนเหมือนกัน แต่เราไม่รู้จะโทรไปหาตอนไหนดีเนี่ยสิ หึๆ

    * ช่วงนี้ กำลังชอบตอบเมลมากมาย รู้สึกว่า สนุกดี เหมือนเขียนจดหมายเลย ถ้าใครว่างมากๆ ก็ส่งเมลมาหาเราก็ได้นะ รับรองว่าจะตอบให้ทุกฉบับ (^o^)

    * ดูนานะ2 แล้ว ชอบมากๆเลย แต่เราไม่ค่อยประทับใจฮาจิเท่าไหร่อ่ะ ยังไงเราก็ชอบคนเก่ามากกว่า

    * ทาคุมิหล่อได้อีก!!!

    * ชินจะเด็กไปไหน? เข้าใจละว่าทำไมฉากชินกับเรร่าถึงหายไปหมด หึๆ..ก็แหงล่ะ ขืนมีฉากคู่นี้นี่ เรร่าก็โคตรจะพรากผู้เยาว์แล้วล่ะ!

    * เรนภาคนี้นี่เหมือนตัวประกอบมากๆ (แล้วจะทำหน้าโหดไปไหนกัน ฮึ?)

    * จบข่าวเรื่องนานะ2 (ฮ่าๆๆ)

    * อัพแค่นี้คงพอได้แล้วมั๊ง นี่มันก็เยอะแล้วนะ

    * แต่ความจริงมีเรื่องอยากอัพอีกนะเนี่ย ><

    * เอาเหอะ เอาไว้ถ้ามีอารมณ์จะเข้ามาอัพใหม่ก็แล้วกัน บางทีอาจจะไม่นานเกินรอก็ได้

    * คิดถึงทุกคนมากๆเลย (คิดถึงแต่ไม่แสดงออก..วิ้ววว)

    * ฝากฝังวันนี้ก็ยาวพอๆกับไดเลยแฮะ

    * เอาละ ไปจริงๆแระ บายจ้า ฝันดีนะทุกคน